ถึงพี่เดช (สุรเดช จอมโพธ์)

รบกวนช่วยไรท์แแผ่น cd ที่ พี่สาธิต ถ่ายรูปอาจารย์เก็บไว้เพื่อทำรูปหล่อ แล้วส่งไปยัง ท่านต่อ เนื่องจากท่านต่อ จะเอาไปให้ช่างประเมินราคา เพื่อจะจัดทำรูปหล่อให้สำเร็จ ตามที่ได้รับปากไว้กับอาจารย์ตอนที่ท่านยังอยู่ และหากท่านใด จะร่วมอนุโมทนาบุญร่วมกัน สามารถ ประสานมายังผมได้ครับ (ชัยยะ 089-2660229)

ที่อยู่ท่านต่อ

นายวิเชียร   แก้ววิเชียร

71  หมู่ 12

ตำบล คูบัว

อำเภอเมือง

จังหวัด ราชบุรี

รหัสไปรษณีย์ 70000

เก็บตก จากคำพูดของอาจารย์ (คืนวันพระ 10/11/2552)

สมัยผมเป็นพระ ได้จดคำพูดอาจารย์ไว้เป็นบันทึกส่วนตัว และ อัดเทป บ้าง แต่ไม่มาก บันทึกอาจารย์นั้น มีค่ามากเพราะอาจารย์ได้จากไปเสียแล้ว ตอนนั้นอาจารย์บอกว่า อาจารย์เหมือนกับ นาฬิกาที่เดินไป ห้าโมงเย็นกว่าแล้ว ผมก็หนาเกินที่จะเข้าใจว่าอาจารย์นั้นบอกใบ้นิดๆว่า ไม่นานนะ แต่ผมก็ไม่คิดอะไรจนอาจารย์ไป  จากบันทึกที่สนทนา และใช้ชีวิตร่วมกับอาจารย์มีบางส่วนคัดลอกมาด้งนี้

เครื่องพิสูจน์ปัญญาจะบังไว้เป็นที่ๆ คนใดพลิกแก้ได้ก็เกิดปัญญา ไม่มีปัญญาเปิดไม่ได้ เหมือนหงายของที่คว่ำ เหมือนจุดประทีปในที่มีด เหมือนบอกทางแก่คนหลงทาง ความรู้สึกเป็นเช่นนั้น รู้แจ้งในเชิงอรรถได้(เชิงปราชญ์) ถ้าเรามีปัญญามันจะขัดเกันเช่น เกิน 7 ก้าว ทำไมมาเสี่ยงทายถาดลอยน้ำ เป็นต้น

วิชาใดคนธรรมดาทำไม่ได้ พระไม่สอนชาวโลก เพราะเสียเวลา นักปฎิบัติ หรือเราห้ามอ้างบารมี

การดูถูกเหยียดหยามในใจคือ ไม่รับฟัง ห้ามไม่เชื่อ และแสดงความคิดที่ไม่ถูกต้อง แสดงออกมาเป็นความประพฤติให้ดู (เราสังเกตุได้)

เตือนสติ ตนเอง  ทำงานทั้งวันได้1,500 เดินไปเดินมาได้ 5,000 ทหารเลวบ่นให้คนเงินเดือนมาก  ความรอบคอบ ความละเอี่ยด ทำมากได้น้อย ทำน้อยได้มาก เตือนให้รู้ว่าเราควรพอใจในความสามารถเรา เขาต้องมีดีกว่าเราจึงสูงกว่าเรา

คนส่วนมากคิดไม่รอบคอบ คิดด้านเดียว มองด้านเดียว รุ้ไม่จริง ขาดความรอบรู้ คนรู้ด้านเดียวเต็มโลก เหมือนเอาของมาเทียบ คนตาเนื้อทางโลกจะตอบเฉพาะ้ด้านที่เห็น แต่พอได้ดวงตาฯจะรู้ถึงด้านในได้หมด คนธรรมดาตารู้เฉพาะภายนอก ในไม่รู้

นอกแข็งในอ่อน นอกอ่อนในแข็ง

นอกขาวในดำ นอกดำในขาว เช่นละมุด จะมีเม็ดในดำกว่าด้านนอก

คนที่ทะเลาะชกต่อยกัน สุดท้ายจะกลับมาดีกัน

คนที่คดในข้อ งอในกระดูกจะมามาดนิ่มๆ

คนเรามักหลงมายาของคน อยู่ด้วยโลกมายา หลง คำหวาน ระวังจะตกเป็นเหยื่อเครื่องมือคนชั่ว ที่คอยเก็บคนชั่วน้อยกว่า

ตากระทบ ระบบประสาทเพราะแรงดึงดูด แล้วแสดงออกมาทาง วาจา ใจ แต่มีสติปัญญายับยั้ง เราต้องออกจากทุกข์ ถ้าหนี้จะทุกข์เพราะการหนี ถ้าแสวงหาจะทุกข์เพราะการแสวงหา

เป็นมโนภาพที่แตกฉานในวันแรกๆ ที่อาจารย์ได้ดวงตาฯ เหมือนปลาในน้ำร้อน ต่างคนต่างกระเสือกกระสนตามความเชื่อ ความเห็น ความเข้าใจ ตามการบอกเล่า ว่ายไปตรงใหนก็ร้อนเหมือนกัน เหนื่อยเพราะแรงดิ้น ว่าทางนั้นจะเย็นกว่า เลยพาไป ตายเร็วกว่าเดิม ความร้อนของไฟ ถ้าหนักแน่น อดทน จะยืนยาว แต่ตายเหมือนกัน

อันโลกคือตัวเรา ถ่านไม่เอาออก ไม่ดับไฟ คืออันนี้ไม่มีเอามาใส่ ไม่หยิบออกเลยหนักเอง พระพุทธองค์มีแค่ผ้ากับบาตร คนทั้งหลายหาบบนบ่าสุดท้ายหนัก ทางธรรมสอนให้เอาออก

สิ่งมีชีวิตในสากลโลกมี 7 องค์ประกอบ ไม่มีชีวิตมี 5 องค์ประกอบดังนี้

เกิด

รู้สึก

ตาย

เคลื่อนใหว

กิน

หายใจ

สืบพันธ์

ถ้าไม่มีชีวิตจะรู้สึกและสืบพันธ์ไม่ได้ เช่นรถยนต์เป็นต้น

หลับให้มีสติ ตื่นให้มีสติ คือความหมายของธรรม รู้สึกมาต้องรู้ว่าหลับตอน พอง หรือตอนยุบ (หนังหน้าท้อง) ความรู้สึกว่าหมดความรู้สึกไปตอนยุบ แสดงว่าสติดี รู้ตัวว่านั่งอยู่แสดงว่ามีสติ

(ติดตามต่อไปครับ)

แก่นธรรม

sit 02

กดตรงนี้ครับ DOC021009

เป็นคำถามจากลูกศิษย์ที่ ต้องการได้คำตอบ เลยมาถามอาจารย์เนื่องจากสมัยก่อนมีรายการตามหาแก่นธรรม ดังมาก สัญจรไปถามคนรู้ธรรมทุกจัวหวัด หลังจากที่สัมภาษณ์อาจารย์เสร็จลูกศิษย์ก็ถ่ายเอกสารเผยแพร่กันในหมู่คนที่สนใจธรรมะ จนมาถึงผม แต่ผมย้ายที่บ่อยและไม่ค่อยเก็บเอกสารสำคัญ(สมัยก่อน)เลยหาย

ตอนทำเว็บผมพยายามหาต้นฉบับมานาน พอดีพี่ ยุทธ ยังเก็บไว้อย่างดี เลยได้แบ่งอ่านกันทั่วโลกเลยครับ ขอขอบคุณ คุณยุทธนา อัชชวัฒนา มา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ เป็นไพล์ PDF ต้องมีโปรแกรม อโดบี้จึงจะเปิดอ่านได้ โหลดอ่านตามสบายครับ บุญกุศลการให้ธรรมะครั้งนี้จงส่งผมให้พี่ยุทธ และครอบครัวจะได้เจริญในธรรมกันในกาลต่ีอไป การให้ที่ไม่สิ้นสุดคือการให้ธรรมะ และการให้ธรรมะคือสุดยอดของการให้ทั้งปวง ขอร่วมอนุโมธนา สาธุ ด้วยกันกับกุศลผลบุญในครับนี้ด้วยเทอญ สาธุ

รายงานฐานะทางการเงิน และทิศทางของเว็บ

ทดสอบ

คลิป อาจารย์สันทัด มูลเครือคำ

ถ่ายตอนนายสุรเดช จอมโพธ์ ไปเยี่ยมอาจารย์ ที่บ้าน ขณะนั้นผมยังเป็นพระ

และมีคลิปคืนวันก่อนบรรจุพระธาตุหมื่นครื้นด้วย ในลิงค์ youtube ที่เกี่ยวเนื่อง

และคลิปลิปที่ชื่อพระพุทธรุป เป็นพระที่จะบรรจุขึ้นไปบนพระธาตุในวันที่ 18 มีนาคม 2548

เวลาประมาณ 11 นาฬิกา ก่อนบรรจุพระูธาตุเวลาใกล้เที่ยง

ทดสอบการนำไฟล์เสียงลงหน้าเว็บ

ยังไม่มีเสียงหรอกครับ กำลังหาวิธีอยู่ แต่ได้เท่านี้มาก่อน

วัตถุประสงค์หลักของเว็บนี้ คือการรวบรวมธรรมะของอาจารย์ มาเผยแพร่ให้บรรดาลูกศิษย์ ที่ยังไม่ได้ดวงตาเห็นธรรม และ ผู้ใผ่ธรรมได้ฟังกัน โดยการแสวงหาเทปคราสเซท ที่บันทึกคำพูดของอาจารย์มาเปลี่ยนเป็นไพล์ เอ็มพี่ 3 แล้วอัพโหลดไปไว้บน Internet จากนั้นก็ ลิงค์มาไว้ที่เว็บนี้ เพื่อฟังคำสอน ของอาจารย์สันทัด  มูลเครือคำ โดยกดปุ่ม เปิด ปิด เหมือนวิทยุครับ

เว็บมีการแก้ไข

เนื่องจากที่ผ่านมา ทางเว็บ โดน สแปม ยิง เป็นอีเมล์จำนวน หลายพันฉบับ ทำให้ต้องแก้ไขอย่างหนัก

หลายๆ comment อาจหายไป เพราะลบ ขอประทานอภัยมา ณ ที่นี้ด้วย    ต่อไปถ้าจะมีคน comment

จะต้อง กรอกข้อความแสดงตนว่าเป็นคนจริงๆ ไม่ใช่  BOT ก็ขออภัยด้วย และการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ผม

ได้เปลี่ยน Theme ด้วย ขอเอา Theme อันเก่าไปแก้ไขก่อน

เนื่องจากว่าผมมีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์พอสมควร จึงทำไปแบบ มือใหม่หัดทำ ถ้าหากท่านใดจะติดต่อหรือสอบถาม โดยเมล์มาที muenkruen@gmail.com

My life (Admin) Part 3 FINAL

e0b894e0b8a7e0b887e0b895e0b8b2

ผมมาอ๋อ ตอนโทรคุยกับลุงตุ๋ย ได้สติว่า ธรรมะคือหน้าที่นิเอง ที่ผ่านมาเรามุ่งมั่น อยากได้ดวงตาฯเกินไป จนลืม หรือว่าให้น้ำหนักหน้าที่ทางโลกเป็นอันดับสอง ทั้งที่จริงๆแล้ว เราไม่มีผ้าเหลือง อันดับหนึ่งต้องคือหน้าที่เลี้ยงชีพ ทำงาน ต้องมาก่อน ไม่ใช่กรรมฐานต้องมาก่อน เพราะถ้าเรารู้หน้าที่ กาละ เทศะ ก็รู้ ธรรมะ รู้ธรรมะ ก็บรรลุธรรมแล้ว ดังนั้น ต้องรู้หน้าที่ก่อนอันดับแรก จากนั้นจะรู้ธรรมะเอง จัดอันดับ สิ่งที่ทำทางโลก เรื่องทางโลกต้องมาก่อน เพราะมันคือหน้าที่ความรับผิดชอบเรา สุดท้าย คำเตือนสติสมัยที่อาจารย์ยังมีชีวิตได้ ก่อนที่อาจารย์จะจากผมไปคือ

รักษาระดับสัจจะ      ลุ้นความเพียร

ใช้เวลา                       ใจเย็น

เพียร ตั้งใจ อดทน

ขอขอบคุณอาจารย์สันทัด มูลเครือคำ ที่ทำให้ผมมีวันนี้ครับเมื่อ ปี 2541 อาจารย์ ได้บอกผมหลังจากเรียนกรรมฐานจบว่า สิ่งนั้นมันนิดเดียวจริงๆ เหมือน เส้นผมบังภูเขา ง่ายสำหรับคนพบ เหมือนเกลือมีรสเค็ม คนไม่ได้ชิม ไม่รู้ว่าเกลือมันเค็มอย่างไร ความอิสระของจิตคือ การออกจากทุกข์ชั่วกาลนาน และจิตจะอิ่ม เกษม มีสติ อยู่กับปัจจุบัน 11ปี กับการแสวงหาทางหลุดพ้น ไม่เสียชาติเกิดที่ได้ เกิดมาเจอธรรมะของจริง ของพระพุทธเจ้า โดย ผู้ชักนำให้มาพบคือ พ่ออาจารย์สันทัด มูลเครือคำ วิปัสนาจารย์ ฝ่ายฆารวาส แห่ง สำนักปฎิบัติธรรม หมื่นครื้น ลำปาง ผมภูมิใจที่ได้เป็นลูกศิษย์ และลูกของอาจารย์สันทัดฯครับ ขอให้อาจารย์สบายใจ ต่อไป ลูกศิษย์จะทำหน้าที่แทนอาจารย์ แทนสำนักฯ แทนหน้าที่ของพระศาสนาต่อไปกาลนาน ครับ

My life (Admin) Part 2

sdc10222

ฝันในชีวิตเป็นจริงโดยไม่คาดฝัน ได้เรียนปริญญาตรี โดยที่ไม่มีเงินสักบาท ทั้งที่ไม่ได้ชอบบัญชี เพียงเพื่อนกิน เที่ยว สมัยเด็กๆ มันเรียนได้ เราก็ว่าน่าจะเรียนได้ และผมเป็นคนชอบตัวเลขมากสังเกตุได้ขณะที่ อยู่กลางวงไพ่สมองผมจะปลอดโปร่งเป็นที่สุด (จริตผมเป็นคนที่ตื่นตัวอยู่เสมอ )

แต่ก็สู้ต่อไป เรียนไปได้ประมาณ เดือนครึ่ง เซอร์ ไอแซค นิวตั้น ทำให้ผมต้องเป็นไมเกรน ผมเข้าโรงพยาบาล แมคฯด้วยเหตุผลปวดหัวข้างเดียว เพราะผมไม่มีพพื้นฐาน แคลคูรัส แม้แต่น้อย เพราะผมเรียนศิลปมาวาดแต่รูป ผมเครียดเพราะว่า ทางบ้านส่งเงินให้พอสำหรับค่ากิน อยู่น้อย และต้องมาเรียนแบบกดดันเพราะว่า ใครติด F วิชานี้ เรียนไม่จบ 4 ปีปรกติแน่นอน

ผมกลับบ้านมาหาครูดูดวงเพื่อขอคำปรึกษา และเย็นวันนั้น ครูดูดวงแนะนำให้ผมไปเรียนกรรมฐาน ที่สำนักหมื่นครื้น โดยอาจารย์สันทัด มูลเครือคำ โดยได้คำยืนยันว่า ที่นี้ของจริง ผมก็สนใจ อยากพิสูจน์ และอยากเรียนมานานแล้วแต่หาที่เรียนไม่ค่อยโดนใจ แต่นี้ชาวบ้านสอนกรรมฐาน ถ้าไม่แน่จริงคงไม่กล้าสอนวิชาพระพุทธเจ้าแน่นอน ผมสนใจขึ้นมาทันที เย็นวันนั้นผมขี่รถมอเตอร์ไซด์ไปหาอาจารย์ทันทีที่ สำนัก หมื่นครื้น และก็ได้พบกับอาจารย์สันทัดจริงๆ แต่ว่าก็วคุยกันไม่มากเพราะเป็นเย็นวันอาทิตย์ แล้ว เย็นนี้ผมต้องกลับเชียงใหม่ไปเรียนหนังสือต่อ ผมก็ขอวิธีเดินจงกรมคร่าวๆ มาและวิธีนั่งนิดหน่อย พอเป็นแนว

พอมาถึงเชียงใหม่ได้ 1 วัน ผมก็ตัดสินใจว่า ขอโดดเรียนไปเรียนกรรมฐานดีกว่า ประเมินอาการสมาธิสั้น ประกอบกับ เรียนยากแล้วพบว่า อาจไม่จบได้ สู้ขาดเรียนดีกว่าสักอาทิตย์ คงไม่เสียหายมาก เย็นวันนั้นผมให้เก่ง นอ้งที่สนิท มาส่งผมขึ้นรถที่ขนส่งเชียงใหม่พร้อมกับสั่งเสียว่า ไป 1 อาทิตย์นะ

เย็นวันจันทร์ผมก็ขึ้นขันธ์ ขอมอบตัวเป็นศิษย์เป็นอาจารย กับอาจารย์สันทัด ที่ สำนักหมื่นครื้น (ปัจจุบันเป็นวัดหมื่นครื้นแล้ว)

เมื่อประมาณกลางเดือน มิถุนายน ปี 2541 ในเย็นวันนั้น ดอกบัวผมก็ไม่มี อาหารก็ไม่มี มีแต่เสื้อผ้า กับตัวเท่านั้น ไปเรียนกับอาจารย์ แต่ก็แปลก อาจารย์ก็เอาอาหารเย็นมาให้ เอาน้ำมาให้ เหมือนกับว่า เป็นคนที่รุ้จักกันมานานมากแล้ว ท่านดูแลผมเป็นอย่างดีตลอดช่วงที่เรียนกรรมฐานที่นั้น

ผมเรียนอย่างลืมอดีต ไม่คิดอนาคต อยู่กับปัจจุบัน เดิน นั่ง ทั้งวัน ตลอดจนดึกดื่น เช้ามาสอบอารมณ์ เย็นก็สอบอารมณ์ กับอาจาย์ คุยกับอาจารย์เท่านั้น ที่เหลือก็กิน เดิน นั่ง นอน ทุกอย่างดำเนินไปจนถึงประมาณกลางสัปดาห์ ผมก็ได้รับโทรศัพท์จากเก่งโทรมาหาที่บ้านอาจารย์ว่า ผมได้รับอนุมัติ ทุน กยศ แล้ว ให้ไปรายงานตัววันอาทิตย์ ทำให้ผมต้องเร่งการปฎิบัติขึ้นมา โดยผมต้องเข้าอธิฐานเย็นวันศุกร์ เพื่อให้ทันเช้าวันจันทร์จะได้ไปรายงานตัวที่ เชียงใหม่ทัน แล้ว ดับสงบค่อยมาดับตอน หลัง ในเย็นวันเข้าอธิฐานนั้นเอง ก็เหมือนปรกติ คือ อธิฐานต่อหน้าพระพุทธเจ้า ว่า ธรรมะอันใดที่มาเกิดแล้วก็ขอให้อย่ามาเกิดอีก ธรรมมะอันใดที่ยังไม่เกิดก็ขอให้มาบังเกิดใน 24 ชั่วโมงนี้ อธิฐานจิต สัจจะต่อหน้าพระเสร็จผมก็เดินนั่งตามปรกติ จนกระทั้งเวลาล่วงเลยมาจนถึงเวลา ตีสอง ผมรู้สึกว่าผมความคุมสติตนเองได้หมด เวลาผมจะคิดอะไรที่ติดอยู่เป็นปัญหาในใจนั้น ก็รู้สึกว่ามันมีคำตอบมาให้เสร็จสรรพ ถ้าไม่คิดไม่ใส่ใจอะไร ก็เหมือนกับไม่มีอะไร มีแต่ความรู้สึกอย่างเดียวเท่านั้น รู้อยู่เฉยๆๆ ผมรู้สึกแปลกประหลาดกับธรรมะที่บังเกิดกับผมมากว่านี้มันคืออะไรกันแน่ แต่พอ มีปัญหาเข้ามาในใจ ผมก็มีทางออกให้ตัวเองได้โดยที่ไม่ต้องไปถามใคร มั่นใจอยู่อย่างนั้นคนเดียว ผมก็ดีใจมากว่า อ๋อ นี้เองคือเป้าหมายของการปฎิบัติ ที่อาจารย์ต้องการให้ทุกคนได้สิ่งนี้ เพราะว่า ถ้าเรามีสติปัญญาขนาดนี้แล้ว ผมไม่อ่านหนังสือ ก็ยังสอบผ่านเลย ด้วยความเผลอ ผมรู้สึกเพลียจัด ผมเลยเอนหลังกะให้นอน แต่ว่า ห้ามนอนเพราะว่า เข้าอธิฐานห้ามนอน 24 ชั่วโมง ผมก็นอนท่านั่งเลย คือตัวนั่งแต่หัวเอนมาแตะพื้น เพราะความเพลีย ปรากฎ ความรู้ ปัญญาที่ได้มาในช่วง 1 ชั่วโมงอันแสนวิเศษนั้น หายไปหมด เหมือนมีคนมาถอดปลั๊กสายไฟออกจากตัว กลายเป็นคนเดิม ผมตื่นจากง่วงในทันที ผมเสียใจมาก นึกว่า จะได้ของดีตลอดไป ทำไมมาหาย ผมรอให้สว่าง อีกนิด พอเริ่มเห็นพระอาทิตย์ ผมก็เดินทางไปหาอาจารย์ที่บ้าน เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นบ้านอาจารย์ และได้เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้อาจารย์ฟัง อาจารย์ก็ได้แต่ยิ้มๆ แล้วบอกว่านี้คือหนังตัวอย่าง ถ้าเจอหนังเต็มจะมากกว่านี้ ละเอียดยาวนานกว่านี้ ทำให้ผมบังเกิดความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะปฎิบัติธรรมให้ได้ดวงตาเห็นธรรม บรรลุโลดาบัน นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา จนมาถึงวันนี้

ผมค้นพบเป้าหมาชีวิตของการเกิดมา สำหรับตัวผมตอนอายุ 23 คือ การบรรลุโสดาบัน และได้ดวงตาเห็นธรรม แต่ก็ไม่ได้เล่าให้ใครฟัง เพียงแต่คิดไว้ ทำไว้ในใจ จะบอกกับอาจารย์ยังไม่กล้าเพราะเป็นเรื่องที่ 1 ใน ล้าน คนที่จะได้ ไม่ได้ได้กันง่ายๆ

แต่ตอนบวช และได้อยู่กับอาจารย์ มีอยู่ครั้งหนึ่ง อาจารย์ได้บอกกับผมว่า ชัยยะได้แน่ ท่านพูดไว้เช่นนั้นจริงๆ และก็ไม่รู้ว่าก่อนหน้านั้นคุยเรื่องอะไรกัน รู้แต่ว่า อาจารย์รับรอง ยืนยันอย่างมั่นใจมาก แต่ผมนะสิ ตอนนั้นไม่คิดว่าจะได้เลยสักนิด เพราะลองทำทุกอย่าง ทั้งนั่งกลางแดด นั่งนาน นั่งในที่น่ากลัว อดข้าว เดินธุดงค์ สนทนาธรรมกับผู้ได้ดวงตาฯ อะไรที่เขาว่าดีทำหมด ก็ยังไม่เห็นได้อะไร และก่อนเข้าพรรษาสุดท้ายดันมาเสียหูไปข้าง คือคืนก่อนเข้าพรรษา อธิฐานไม่นอน แต่นอน เลยไม่กางกรด ปรกกฎว่าตีสองกว่ายุงกัดหูขาว สุดุ้งตื่นมาคันมาก ตบเข้าให้ เลยได้ยินเสียงในหูตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา รักษาไม่ทัน พลอยหมดกำลังใจไม่ได้แน่ชาตินี้ มาคิดอีกที ว่าสงสัยที่ยังไม่บรรลุเพราะนั่งน้อยเพราะทางโลก มีโอกาสน้อยมากที่จะได้นั่ง และก็แอบคิดว่าถ้าได้นั่งตลอดคืนอาจมีสิทธ์ได้ดวงตากับเขา คือมีลุ้นหน่อยนั่นเอง แต่ว่าก็มา ติดอยู่หน่อยตรงนั่งตลอดคืนยังไม่ค่อยผ่าน อาจารย์เคยคุยกับท่านต่อว่า ผมจะได้ทุกอย่างถ้านั่งข้ามคืนผ่าน สงสัยตัวนี้แหละที่ทำให้ผมไม่บรรลุธรรม ก็คาใจมาจนบัดนี้แต่ก็ไม่มีโอกาสได้นั่งกรรมฐานเพราะทางโลก มีเรื่องให้ทำเยอะมาก

My life (Admin) Part 1

sdc10028

สมัยผมอายุ 16 ปี ผมเริ่มคนหาความหมายของการมีชีวิตว่า คนเรานั้นเกิดมาเพื่ออะไรกันแน่

ผมมืพื้นฐานชีวิตที่ แตกต่างจากคนทั่วไป กำเนิดมาท่ามกลาง ชีวิตชนบท มีสภาพแวดล้อมที่ อบอุ่น ในครอบครัวใหญ่ ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง เมื่อวัน ที่ 20 เมษายน 2518 เวลาค่ำ โดยเวลาดังกล่าว คนในหมู่บ้าน แต่งงาน 2 คู่ พอดี

สมัยยังแบเบาะ มีวีรกรรม ทำทิ้งไว้ และไม่นึกว่าตัวเองจะทำได้ ชาวบ้านในหมู่บ้านมาเล่าให้ฟังตอนโตว่า กลางดึกคืนหนึ่ง ผมตื่นมาบนเปลแล้วร้องให้หาคนเลี้ยงแต่ว่า ไม่มีใครอยู่บ้าน ทุกคนไปงานที่บ้านหลังไม่ไกลจากบ้านผมนัก เมื่อข้าพเจ้าตื่นมาแล้วไม่เจอใคร ข้าพเจ้าก็คลานไปหาคนที่เลี้ยงดูผมจากเปลนอน เพราะว่า ปล่อยทิ้งเด็กไว้กับเปลนอนตอนกลางคืนคนเดียว ข้าพเจ้าได้คลานข้ามถนน ไปยังบ้านเป้าหมายคือมีการเปิดไฟ เสียง และผู้คนมากมาย และพบว่า ทุกคนในงานตกใจเป็นอันมากที่มีเด็กเดินไม่ได้คลานมากลางถนน กลางงาน มาหาชาวบ้าน ในงานได้ โดยที่ มาถูกทางและข้ามถนนอันมืดมาได้ นับแต่นั้นมา ข้าพเจ้าก็กลายเป็นคนดังโดยไม่ทันได้ รู้อะไรเป็นอะไร เรื่องราวทั้งหมด เมื่อข้าพเจ้าโตมา ชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์ ได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟัง ในตอนนี้ข้าพเจ้าก็มาคิดว่า ตัวเองทำไปได้ไงทั้งที่ยังเดินไม่เป็น ดี หมู่บ้านมันไม่มีรถวิ่ง และท่ามกลางความมืดมึด ข้าพเจ้าก็ คลานไปหาที่สว่างจนได้

พอผ่านไป 3 ปี ก็มาอยู่กับครอบครัวยาย (พ่อของข้าพเจ้า แยกทางกับแม่ไปตั้งแต่ข้าพเจ้ายังอยู่ในท้อง) เกิดมารู้จากยาย และแม่ว่า พ่อข้าพเจ้าเป็นคนจังหวัด พิจิตร มาเรียน ครู ที่ วค เชียงใหม่ ตาแท้ๆของข้าพเจ้าเป็นครู แม่ข้าพเจ้าก็เป็นนักศึกษา ครู ที่ วค เชียงใหม่ แต่เรียนไม่จบ มามีผมเสียก่อน ผมจึงมีกำเนิดมาจากตระกุล ครูโดยแท้จริง และญาติทางตา ทุกคนก็เป็นครูทั้งสิ้น

ทีแรกญาติๆจะยกข้าพเจ้าให้เป็นลูกคนมีเงินในหมู่บ้าน เนื่องจากเขามาขอเพราะไม่มีลูก แต่อุ้ย(พ่อของยาย) บอกว่าอย่าให้เขา ไว้โตมาให้มันบวช ยายจะได้เกาะผ้าเหลืองไปสวรรค์ได้ เลยไม่ยกให้เขาไป

ชีวิตอยู่กับยาย แตกต่างกับ เชื้อสาย ครูเป็นอันมาก ยายเป็นคนมีฐานะ สร้างตัวมาจากโรงแรมม่านรูด ในจังหวัดลำปาง โดยเอาที่นาอุ้ยปั๋น (คนที่ชุบเลี้ยงข้าพเจ้ามาแต่ยังแบเบาะ จนท่านจากผมไปตอนประมาณ อนุบาล)ไปจำนอง เอามาทำโรงแรมฯ และที่ผมผูกพันมากคนหนึ่ง เนื่องจากเป็นแม่ที่ไม่ได้อาศัยท้องแกมาเกิดก็ว่าได้ อยู่กันมาตั้งแต่เด็ก รู้เห็นนิสัย ธาตุแท้กันหมด มิน่า เราไม่ได้อาศัยท้องแกมาเกิด เพราะว่า ยายเป็นคนรักหน้า แต่ผมไม่ คือข้อดีตรงข้ามกันทุกอย่างเว้นข้อเสียบางข้อที่ถ่ายทอดมาทาง ดีเอ็นเอ แต่ก็เกี่ยวเนื่องทางสายเลือดแบบ เข้ากันไม่ค่อยจะได้ ส่วนตาใหม่ (ยายแต่งงานใหม่กับ ทหาร) เป็นคนจริงใจ เป็นเด็กวัดเก่า มาจากแพร่ มาเป็นทหารที่ลำปาง ผมก็เรียกท่านว่าพ่อ เพราะผมไม่มีพ่อ ก็เลี้ยงกันมาตั้งแต่เด็ก แต่ก็ในฐานะ ลูกแต่ในนาม เท่านั้นฐานะก็เรียกได้ว่าคนมีเงิน มีรถขับ มีคนใช้ มีทหารคอยขับรถให้ ดูภายนอกก็เป็นคนมีฐานะ เรียกว่า ด้านวัตถุนั้น ก็สบายไปแล้วไม่ลำบากอะไร แต่ ความรักความอบอุ่นที่ผมขาดสมัยเด็กๆ ผมเพิ่งมาเข้าใจแกตอนผ่านมาครึ่งชีวิต ส่วนยาย ผมก็ต้องหาโอกาสทดแทนบุญคุณแกบ้าง

วัยเด็กข้าพเจ้าชอบอ่านหนังสือ หนังสือที่มีอิทธิพลต่อข้าพเจ้ามากคือ หนังสือ เครื่องเล่นประดิษฐ์วิทยาศาสตร์ ที่วางขายในงานโรงเรียนทั่วๆไป ก่อนเป็นวัยรุ่นข้าพเจ้าแปลงห้องใต้บันใดบ้านเป็นห้องวิทยาศาสตร์เล็กของตัวเอง

ย่างเข้าวัยรุ่น ผมชอบฟุตบอล ต้องการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ แต่ทางบ้านไม่เข้าใจ ไม่สนับสนุน ทั้งที่มีพรสวรรค์ด้านกิฬา จนเป็นนักฟุตบอล ของโรงเรียนในเวลาอันรวดเร็ว แต่ทางบ้านไม่เข้าใจ ชีวิตในครอบครัวก็เริ่มมีปัญหาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ข้าพเจ้าเริ่มไม่มีความสุขเวลาอยู่บ้าน เริ่มเที่ยว ติดเพื่อน สูบบุหรี่ กินเหล้า ไม่กลับบ้านหลายๆวัน เรียนก็เริ่มเกเร จนจบ ม 3

ข้าพเจ้าเลือกจะเรียน ศิลปะ เพราะว่า ชีวิตเจอเรื่องเครียด ปัญหา ด้านจิตใจ ด้านทุนทรัพย์ตั้งแต่ยังไม่ได้ทำบัตรประชาชน เมื่อข้าพเจ้าสอบติด ปวช ครอบครัวก็ไม่สนับสนุนอีก ชีวิตข้าพเจ้าเหมือนหุ่นยนต์ ต้องคอยเดินตามที่ขีดไว้ แน่นอน วัยรุ่น ไม่ชอบ ข้าพเจ้าหนีออกจากบ้าน แล้วก็หางานทำ เลี้ยงตัวเองตั้งแต่เรียนปวช ปี 2 จนครูต้องมาเยี่ยมดูทางบ้านว่า เป็นอย่างไรบ้างและแน่นอน ทางบ้านไม่เข้าใจ ข้าพเจ้า เวลาเรียนข้าพเจ้าก็ไม่ได้เก่งในด้านใดด้านหนึ่งรู้แต่ว่า ข้าพเจ้า ทำโปสเตอร์ภาพพิมพ์ ขายหาเงิน ไปทำงานช่าง เสาร์อาทิตย์ หรือ เย็นที่โรงงานเซรามิคโดยอาจารย์ฝากให้ ได้พักหอพัก เพราะไม่ได้อยู่บ้านแล้ว ได้ทุนยากจน แต่ค่าเทอม ก็ยายแอบให้ ตาไม่บอก เด๋วทะเลาะกัน ช่วงนี้ข้าพเจ้าเริ่ม แสวงหาความหมายของการมีชีวิตว่า คนเราเกิดมาทำไมกันแน่ แน่นอนคำถามพวกนี้ ไปถามแม่อาจโดนหาว่าบ้าได้ มันผูดขึ้นมาในใจเอง เมื่อข้าพเจ้าทุกข์ ข้าพเจ้าเริ่มหาทางพ้นทุกข์ จะเห็นว่าชีวิตข้าพเจ้าเริ่มมีความกดดันเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย ในเวลานั้น ข้าพเจ้าเริ่มหาหนังสือธรรมะอ่าน เช่นของท่านพุทธทาส แต่อ่านแล้วไม่เข้าใจ แต่ถ้าอ่านของ เซนจะเข้าใจมากกว่า เพราะว่าเป็นการ์ตูนเซน แต่จริงๆไม่ค่อยเข้าใจนักหรอก ที่เข้าใจคือ มันตลกดี แต่ไม่เข้าใจการบรรลุธรรม ว่าหมายความว่าไง การชอบเซนทำให้ข้าพเจ้าถูกดึงมาให้ อ่านหนังสือที่มีอิทธิพลต่อข้าพเจ้าเป็นอย่างมากในเวลาต่อมา คือหนังสือ เต๋าแห่งฟิสิกส์ ของฟริจ๊อฟ คาปรา เพราะว่า หนังสือเล่มนี้ทำให้ข้าพเจ้าตั้งคำถามที่มีอิทธิพลต่อการแสดงหาธรรมะของผมว่า สติคืออะไร  สติ แต่ต่างจากความรู้สึกอย่างไร คำถามเหล่านี้ได้รับคำอภิบายอย่างชัดเจนตอนที่ข้าพเจ้าบวชและได้ถามอาจารย์สันทัดอย่างหมดคำถาม

ในขณะที่ชีวิตมืดมน ในวันที่สับสน เพื่อน เอ๋ อ้อ สองพี่น้อง ก็ชวนไปออกค่ายอาสากับ YMCA เชียงใหม่ ทำให้ผมค้นพบว่าตัวเองชอบ ธรรมชาติ รัก ความสงบ และ มีอุดมการณ์ ที่จะเรียกร้องให้มนุษย์ หันมาปกป้องธรรมชาติ มากกกว่าทำลาย มิตรภาพ ความรัก ทำให้ข้าพเจ้า มีความสุขในชีวิตช่วงนี้เป็นที่สุด ก่อนอายุ 20 ข้าพเจ้าอกหัก และเรียนไม่จบ จากนั้นชีวิตก็กลับมามืด ดำ อีกครั้ง

อุปสรรค ทุกข์ยาก ที่สั่งสมมา เกินกว่าที่เด็กคนหนึ่งเกินจะรับได้ ช่วงนี้เป็นช่วงชีวิตที่ เลวร้ายสำหรับผมที่สุดในชีวิตเพราะว่า ยังอยู่ในวัยเด็ก ข้าพเจ้าดั้นด้นจนจบ ม6 จนได้ และมาเรียนรามที กรุงเทพ แต่ไม่จบ ดันเลือเรียนวิทยาศาสตร์ ทั้งที่ไม่เคยเรียน พื้นฐานคณิตศาสตร์เลยตอน ม ปลาย คิดแบบ เด็กฝันกลางวัน อยากเป็นไอนไตน์ เรียนวิทย์นิละวะ สุดท้าย ไม่จบ เรียนไปนิดหน่อยท้อ ใหนจะหาเงินใช้อีก ข้าพเจ้า ทั้งหาที่ซุกหัวนอน และ เงินประทังชีวิต สุดท้าย กลับบ้านไปหายาย ข้าพเจ้าเข้าบ้านอีกครั้ง

จากนั้นก็ใช้ชีวิตแบบ ไม่มีจุดหมาย รอจับใบ ดำ ใบแดง แล้วค่อยว่ากันปรากฎว่า ข้าพเจ้าได้ใบแดง ติดทหาร ช่วงนี้ชีวิตข้าพเจ้าต้องไปรับใช้ชาติเป็นเวลา 1 ปี ที่ค่ายขุนเจือง ธรรมิกราช พอครบ ข้าพเจ้าตั้งใจเรียนปริญญาตรี เพราะว่า ชีวิตทหาร ไม่อิสระนัก วันๆ เจอแต่ทหาร

พอครบกำหนดปลดประจำการข้าพเจ้าก็กลับตัวใหม่ มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ ปีนี้ ข้าพเจ้าเริ่มสงสัยในชีวิตว่า ทำไมข้าพเจ้าทำอะไรก็ไม่ได้ดังปราถนาสักอย่าง เรียน ความรัก ครอบครัว การเงิน ข้าพเจ้ามีเพื่อนคนหนึ่ง แม่เป็นหมอดู ดังนั้นข้าพเจ้าจึงไปสมัครเรียนดูหมอ คอร์ดสั้นๆ ด้วยความอยากรู้ว่า ทำไม ชีวิตจึงมีอุปสรรค มากมายมหาศาลขนาดนี้ ทำอะไรก็เหมือนมีคนคอยแกล้ง คอย กันท่า แต่เมื่อข้าพเจ้ามาศึกษาโหราศาสตร์กลับพบว่า ดวงข้าพเจ้าไม่ได้เลวร้าย แถมยังดีเลิศอีกด้วย แล้วอะไรละทำให้ข้าพเจ้า ล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอดชีวิตที่ผ่านมา การเงินก็ติดขัด ต้องคอยหาเงินด้วยตนเองทั้งนั้นขอใครก็ไม่ค่อยจะให้ ช่วงนี้ข้าพเจ้า ทำงานเป็นเสมียนโรงแรม ทำบัญชีให้ยาย ได้เงินมาก็เอามาซื้อมอเตอร์ไซค์คันนึง

พอถึงปี 2541 ข้าพเจ้าก็เอ็นทรานส์ เข้า มช ตั้งใจเอ็นให้ติด คณะที่เลือกคือ มนุษย์ปรัชญา เพราะคะแนนไม่สุงนักและ ต้องการเป็นนักปรัชญาเลี้ยงชีพ อาจได้เป็นครู หรือ เป็นบรรณารักษ์ที่ห้องสมุดใหนสักที่ก็ได้ แต่ก็ไม่ติด เพราะว่าไม่ได้เตรียมตัวและมีพื้นความรุ้มากพอที่จะไปแข่งขันเอ็นฯ แข่งกับคนอื่นที่เรียนปรกติได้ ทำได้เพียงได้สอบเท่านั้น แต่ก็ติดสำรองที่บัญชี พายัพ เชียงใหม่ ตอนนั้นเป็นตอนเช้า ของเดือน พ.ค.ของปี 2541 .ใบประกาศผลส่งมาทางบ้าน ตื่นเต้นมาก ปรกกฎว่าสอบไม่ติดที่ต้องการ มาติดสำรองที่พายัพ

และผมจะเอาเงินที่ใหนมาเรียน ม เอกชน ค่าเทอมแพงมาก ผมทำงานได้เงินเดือนๆละ สองพันกว่าบาท ส่งมอเตอร์ไซค์ ก็แทบไม่เหลือ แต่ในใบประกาศผลสอบ บอกมาว่า คุณสามารถกู้เงินเรียน กับ รัฐบาลได้ นี้ทำให้ชีวิตผมมีความหวังอีกครั้ง

ผมไปปรึกษาเพื่อน ตี้ให้เงินค่ารถมา 300 บาทในเย็นวันนั้นเป็นค่ารถไปเชียงใหม่ เพราะวันต่อมาต้องไปรายงานตัวแล้ว เงินค่าเทอมผมไม่มีสักบาท ยายก็ไม่ให้สักบาท จุ๊บบอกให้สู้ ลองไปคุยกับมหาลัยดูก่อน(จุ๊บเรียนที่ ม พายัพ และเพิ่งจบปีผมสอบเข้าได้ ) ผมไปเชียงใหม่ด้วยเงิน 300 บาทของตี้โดยที่ ไม่มีความหวังว่าจะได้เรียน เมื่อไปรายงานตัว ผมก็ไป แต่ว่าตอนจ่ายเงินผมไม่มีเงินเลย ทางเจ้าหน้าที่ฯก็บอกให้ไปคุยกับ อาจารย์ที่รับผิดชอบเรื่องทุน คือ ดร รักษ์ พรหมปาลิต ผมเข้าไปหา ดร โดยที่เล่าความจริงไปทุกอย่าง สุดท้าย ดร ควักเงินให้อีก 100 กว่าบาท บอกว่าคุณได้เป็นนักศึกษา แล้ว นิ ค่าทำบัตรนักศึกษา เงินที่เหลือเป็นค่ารถกลับบ้านนะ ผมก็ไปถ่ายบัตรนักศึกษา ด้วยความ งง และเมื่อกลับบ้านที่ลำปาง ผมก็ไปหาเพื่อน ตี้ ปรากฎว่าทุกคนนั่งลุ้น รอฟังข่าวกับผมอยู่ เมากำลังได้ที่ ผมก็เล่าความจริง ปรกกฎว่า ทุกคนดีใจที่ผมผ่านด่านนี้สำเร็จ เรือ่งกิน อยู่ ไม่มีปัญหา เพื่อนจัดการให้เสร็จสรรพ เพื่อน เอ๋ ดีใจมากบอกว่า อยากให้เพื่อนเรียนจบปริญญาตรีกันทุกคน คนเกือบสุดท้ายในก้วนก็ผมนิแหละ เพราะเพื่อนๆทุกคนก็ทะยอย เรียนจบกันหมดแล้ว ตอนนั้นผมอายูได้ 23 ปี