
สมัยผมอายุ 16 ปี ผมเริ่มคนหาความหมายของการมีชีวิตว่า คนเรานั้นเกิดมาเพื่ออะไรกันแน่
ผมมืพื้นฐานชีวิตที่ แตกต่างจากคนทั่วไป กำเนิดมาท่ามกลาง ชีวิตชนบท มีสภาพแวดล้อมที่ อบอุ่น ในครอบครัวใหญ่ ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง เมื่อวัน ที่ 20 เมษายน 2518 เวลาค่ำ โดยเวลาดังกล่าว คนในหมู่บ้าน แต่งงาน 2 คู่ พอดี
สมัยยังแบเบาะ มีวีรกรรม ทำทิ้งไว้ และไม่นึกว่าตัวเองจะทำได้ ชาวบ้านในหมู่บ้านมาเล่าให้ฟังตอนโตว่า กลางดึกคืนหนึ่ง ผมตื่นมาบนเปลแล้วร้องให้หาคนเลี้ยงแต่ว่า ไม่มีใครอยู่บ้าน ทุกคนไปงานที่บ้านหลังไม่ไกลจากบ้านผมนัก เมื่อข้าพเจ้าตื่นมาแล้วไม่เจอใคร ข้าพเจ้าก็คลานไปหาคนที่เลี้ยงดูผมจากเปลนอน เพราะว่า ปล่อยทิ้งเด็กไว้กับเปลนอนตอนกลางคืนคนเดียว ข้าพเจ้าได้คลานข้ามถนน ไปยังบ้านเป้าหมายคือมีการเปิดไฟ เสียง และผู้คนมากมาย และพบว่า ทุกคนในงานตกใจเป็นอันมากที่มีเด็กเดินไม่ได้คลานมากลางถนน กลางงาน มาหาชาวบ้าน ในงานได้ โดยที่ มาถูกทางและข้ามถนนอันมืดมาได้ นับแต่นั้นมา ข้าพเจ้าก็กลายเป็นคนดังโดยไม่ทันได้ รู้อะไรเป็นอะไร เรื่องราวทั้งหมด เมื่อข้าพเจ้าโตมา ชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์ ได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟัง ในตอนนี้ข้าพเจ้าก็มาคิดว่า ตัวเองทำไปได้ไงทั้งที่ยังเดินไม่เป็น ดี หมู่บ้านมันไม่มีรถวิ่ง และท่ามกลางความมืดมึด ข้าพเจ้าก็ คลานไปหาที่สว่างจนได้
พอผ่านไป 3 ปี ก็มาอยู่กับครอบครัวยาย (พ่อของข้าพเจ้า แยกทางกับแม่ไปตั้งแต่ข้าพเจ้ายังอยู่ในท้อง) เกิดมารู้จากยาย และแม่ว่า พ่อข้าพเจ้าเป็นคนจังหวัด พิจิตร มาเรียน ครู ที่ วค เชียงใหม่ ตาแท้ๆของข้าพเจ้าเป็นครู แม่ข้าพเจ้าก็เป็นนักศึกษา ครู ที่ วค เชียงใหม่ แต่เรียนไม่จบ มามีผมเสียก่อน ผมจึงมีกำเนิดมาจากตระกุล ครูโดยแท้จริง และญาติทางตา ทุกคนก็เป็นครูทั้งสิ้น
ทีแรกญาติๆจะยกข้าพเจ้าให้เป็นลูกคนมีเงินในหมู่บ้าน เนื่องจากเขามาขอเพราะไม่มีลูก แต่อุ้ย(พ่อของยาย) บอกว่าอย่าให้เขา ไว้โตมาให้มันบวช ยายจะได้เกาะผ้าเหลืองไปสวรรค์ได้ เลยไม่ยกให้เขาไป
ชีวิตอยู่กับยาย แตกต่างกับ เชื้อสาย ครูเป็นอันมาก ยายเป็นคนมีฐานะ สร้างตัวมาจากโรงแรมม่านรูด ในจังหวัดลำปาง โดยเอาที่นาอุ้ยปั๋น (คนที่ชุบเลี้ยงข้าพเจ้ามาแต่ยังแบเบาะ จนท่านจากผมไปตอนประมาณ อนุบาล)ไปจำนอง เอามาทำโรงแรมฯ และที่ผมผูกพันมากคนหนึ่ง เนื่องจากเป็นแม่ที่ไม่ได้อาศัยท้องแกมาเกิดก็ว่าได้ อยู่กันมาตั้งแต่เด็ก รู้เห็นนิสัย ธาตุแท้กันหมด มิน่า เราไม่ได้อาศัยท้องแกมาเกิด เพราะว่า ยายเป็นคนรักหน้า แต่ผมไม่ คือข้อดีตรงข้ามกันทุกอย่างเว้นข้อเสียบางข้อที่ถ่ายทอดมาทาง ดีเอ็นเอ แต่ก็เกี่ยวเนื่องทางสายเลือดแบบ เข้ากันไม่ค่อยจะได้ ส่วนตาใหม่ (ยายแต่งงานใหม่กับ ทหาร) เป็นคนจริงใจ เป็นเด็กวัดเก่า มาจากแพร่ มาเป็นทหารที่ลำปาง ผมก็เรียกท่านว่าพ่อ เพราะผมไม่มีพ่อ ก็เลี้ยงกันมาตั้งแต่เด็ก แต่ก็ในฐานะ ลูกแต่ในนาม เท่านั้นฐานะก็เรียกได้ว่าคนมีเงิน มีรถขับ มีคนใช้ มีทหารคอยขับรถให้ ดูภายนอกก็เป็นคนมีฐานะ เรียกว่า ด้านวัตถุนั้น ก็สบายไปแล้วไม่ลำบากอะไร แต่ ความรักความอบอุ่นที่ผมขาดสมัยเด็กๆ ผมเพิ่งมาเข้าใจแกตอนผ่านมาครึ่งชีวิต ส่วนยาย ผมก็ต้องหาโอกาสทดแทนบุญคุณแกบ้าง
วัยเด็กข้าพเจ้าชอบอ่านหนังสือ หนังสือที่มีอิทธิพลต่อข้าพเจ้ามากคือ หนังสือ เครื่องเล่นประดิษฐ์วิทยาศาสตร์ ที่วางขายในงานโรงเรียนทั่วๆไป ก่อนเป็นวัยรุ่นข้าพเจ้าแปลงห้องใต้บันใดบ้านเป็นห้องวิทยาศาสตร์เล็กของตัวเอง
ย่างเข้าวัยรุ่น ผมชอบฟุตบอล ต้องการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ แต่ทางบ้านไม่เข้าใจ ไม่สนับสนุน ทั้งที่มีพรสวรรค์ด้านกิฬา จนเป็นนักฟุตบอล ของโรงเรียนในเวลาอันรวดเร็ว แต่ทางบ้านไม่เข้าใจ ชีวิตในครอบครัวก็เริ่มมีปัญหาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ข้าพเจ้าเริ่มไม่มีความสุขเวลาอยู่บ้าน เริ่มเที่ยว ติดเพื่อน สูบบุหรี่ กินเหล้า ไม่กลับบ้านหลายๆวัน เรียนก็เริ่มเกเร จนจบ ม 3
ข้าพเจ้าเลือกจะเรียน ศิลปะ เพราะว่า ชีวิตเจอเรื่องเครียด ปัญหา ด้านจิตใจ ด้านทุนทรัพย์ตั้งแต่ยังไม่ได้ทำบัตรประชาชน เมื่อข้าพเจ้าสอบติด ปวช ครอบครัวก็ไม่สนับสนุนอีก ชีวิตข้าพเจ้าเหมือนหุ่นยนต์ ต้องคอยเดินตามที่ขีดไว้ แน่นอน วัยรุ่น ไม่ชอบ ข้าพเจ้าหนีออกจากบ้าน แล้วก็หางานทำ เลี้ยงตัวเองตั้งแต่เรียนปวช ปี 2 จนครูต้องมาเยี่ยมดูทางบ้านว่า เป็นอย่างไรบ้างและแน่นอน ทางบ้านไม่เข้าใจ ข้าพเจ้า เวลาเรียนข้าพเจ้าก็ไม่ได้เก่งในด้านใดด้านหนึ่งรู้แต่ว่า ข้าพเจ้า ทำโปสเตอร์ภาพพิมพ์ ขายหาเงิน ไปทำงานช่าง เสาร์อาทิตย์ หรือ เย็นที่โรงงานเซรามิคโดยอาจารย์ฝากให้ ได้พักหอพัก เพราะไม่ได้อยู่บ้านแล้ว ได้ทุนยากจน แต่ค่าเทอม ก็ยายแอบให้ ตาไม่บอก เด๋วทะเลาะกัน ช่วงนี้ข้าพเจ้าเริ่ม แสวงหาความหมายของการมีชีวิตว่า คนเราเกิดมาทำไมกันแน่ แน่นอนคำถามพวกนี้ ไปถามแม่อาจโดนหาว่าบ้าได้ มันผูดขึ้นมาในใจเอง เมื่อข้าพเจ้าทุกข์ ข้าพเจ้าเริ่มหาทางพ้นทุกข์ จะเห็นว่าชีวิตข้าพเจ้าเริ่มมีความกดดันเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย ในเวลานั้น ข้าพเจ้าเริ่มหาหนังสือธรรมะอ่าน เช่นของท่านพุทธทาส แต่อ่านแล้วไม่เข้าใจ แต่ถ้าอ่านของ เซนจะเข้าใจมากกว่า เพราะว่าเป็นการ์ตูนเซน แต่จริงๆไม่ค่อยเข้าใจนักหรอก ที่เข้าใจคือ มันตลกดี แต่ไม่เข้าใจการบรรลุธรรม ว่าหมายความว่าไง การชอบเซนทำให้ข้าพเจ้าถูกดึงมาให้ อ่านหนังสือที่มีอิทธิพลต่อข้าพเจ้าเป็นอย่างมากในเวลาต่อมา คือหนังสือ เต๋าแห่งฟิสิกส์ ของฟริจ๊อฟ คาปรา เพราะว่า หนังสือเล่มนี้ทำให้ข้าพเจ้าตั้งคำถามที่มีอิทธิพลต่อการแสดงหาธรรมะของผมว่า สติคืออะไร สติ แต่ต่างจากความรู้สึกอย่างไร คำถามเหล่านี้ได้รับคำอภิบายอย่างชัดเจนตอนที่ข้าพเจ้าบวชและได้ถามอาจารย์สันทัดอย่างหมดคำถาม
ในขณะที่ชีวิตมืดมน ในวันที่สับสน เพื่อน เอ๋ อ้อ สองพี่น้อง ก็ชวนไปออกค่ายอาสากับ YMCA เชียงใหม่ ทำให้ผมค้นพบว่าตัวเองชอบ ธรรมชาติ รัก ความสงบ และ มีอุดมการณ์ ที่จะเรียกร้องให้มนุษย์ หันมาปกป้องธรรมชาติ มากกกว่าทำลาย มิตรภาพ ความรัก ทำให้ข้าพเจ้า มีความสุขในชีวิตช่วงนี้เป็นที่สุด ก่อนอายุ 20 ข้าพเจ้าอกหัก และเรียนไม่จบ จากนั้นชีวิตก็กลับมามืด ดำ อีกครั้ง
อุปสรรค ทุกข์ยาก ที่สั่งสมมา เกินกว่าที่เด็กคนหนึ่งเกินจะรับได้ ช่วงนี้เป็นช่วงชีวิตที่ เลวร้ายสำหรับผมที่สุดในชีวิตเพราะว่า ยังอยู่ในวัยเด็ก ข้าพเจ้าดั้นด้นจนจบ ม6 จนได้ และมาเรียนรามที กรุงเทพ แต่ไม่จบ ดันเลือเรียนวิทยาศาสตร์ ทั้งที่ไม่เคยเรียน พื้นฐานคณิตศาสตร์เลยตอน ม ปลาย คิดแบบ เด็กฝันกลางวัน อยากเป็นไอนไตน์ เรียนวิทย์นิละวะ สุดท้าย ไม่จบ เรียนไปนิดหน่อยท้อ ใหนจะหาเงินใช้อีก ข้าพเจ้า ทั้งหาที่ซุกหัวนอน และ เงินประทังชีวิต สุดท้าย กลับบ้านไปหายาย ข้าพเจ้าเข้าบ้านอีกครั้ง
จากนั้นก็ใช้ชีวิตแบบ ไม่มีจุดหมาย รอจับใบ ดำ ใบแดง แล้วค่อยว่ากันปรากฎว่า ข้าพเจ้าได้ใบแดง ติดทหาร ช่วงนี้ชีวิตข้าพเจ้าต้องไปรับใช้ชาติเป็นเวลา 1 ปี ที่ค่ายขุนเจือง ธรรมิกราช พอครบ ข้าพเจ้าตั้งใจเรียนปริญญาตรี เพราะว่า ชีวิตทหาร ไม่อิสระนัก วันๆ เจอแต่ทหาร
พอครบกำหนดปลดประจำการข้าพเจ้าก็กลับตัวใหม่ มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ ปีนี้ ข้าพเจ้าเริ่มสงสัยในชีวิตว่า ทำไมข้าพเจ้าทำอะไรก็ไม่ได้ดังปราถนาสักอย่าง เรียน ความรัก ครอบครัว การเงิน ข้าพเจ้ามีเพื่อนคนหนึ่ง แม่เป็นหมอดู ดังนั้นข้าพเจ้าจึงไปสมัครเรียนดูหมอ คอร์ดสั้นๆ ด้วยความอยากรู้ว่า ทำไม ชีวิตจึงมีอุปสรรค มากมายมหาศาลขนาดนี้ ทำอะไรก็เหมือนมีคนคอยแกล้ง คอย กันท่า แต่เมื่อข้าพเจ้ามาศึกษาโหราศาสตร์กลับพบว่า ดวงข้าพเจ้าไม่ได้เลวร้าย แถมยังดีเลิศอีกด้วย แล้วอะไรละทำให้ข้าพเจ้า ล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอดชีวิตที่ผ่านมา การเงินก็ติดขัด ต้องคอยหาเงินด้วยตนเองทั้งนั้นขอใครก็ไม่ค่อยจะให้ ช่วงนี้ข้าพเจ้า ทำงานเป็นเสมียนโรงแรม ทำบัญชีให้ยาย ได้เงินมาก็เอามาซื้อมอเตอร์ไซค์คันนึง
พอถึงปี 2541 ข้าพเจ้าก็เอ็นทรานส์ เข้า มช ตั้งใจเอ็นให้ติด คณะที่เลือกคือ มนุษย์ปรัชญา เพราะคะแนนไม่สุงนักและ ต้องการเป็นนักปรัชญาเลี้ยงชีพ อาจได้เป็นครู หรือ เป็นบรรณารักษ์ที่ห้องสมุดใหนสักที่ก็ได้ แต่ก็ไม่ติด เพราะว่าไม่ได้เตรียมตัวและมีพื้นความรุ้มากพอที่จะไปแข่งขันเอ็นฯ แข่งกับคนอื่นที่เรียนปรกติได้ ทำได้เพียงได้สอบเท่านั้น แต่ก็ติดสำรองที่บัญชี พายัพ เชียงใหม่ ตอนนั้นเป็นตอนเช้า ของเดือน พ.ค.ของปี 2541 .ใบประกาศผลส่งมาทางบ้าน ตื่นเต้นมาก ปรกกฎว่าสอบไม่ติดที่ต้องการ มาติดสำรองที่พายัพ
และผมจะเอาเงินที่ใหนมาเรียน ม เอกชน ค่าเทอมแพงมาก ผมทำงานได้เงินเดือนๆละ สองพันกว่าบาท ส่งมอเตอร์ไซค์ ก็แทบไม่เหลือ แต่ในใบประกาศผลสอบ บอกมาว่า คุณสามารถกู้เงินเรียน กับ รัฐบาลได้ นี้ทำให้ชีวิตผมมีความหวังอีกครั้ง
ผมไปปรึกษาเพื่อน ตี้ให้เงินค่ารถมา 300 บาทในเย็นวันนั้นเป็นค่ารถไปเชียงใหม่ เพราะวันต่อมาต้องไปรายงานตัวแล้ว เงินค่าเทอมผมไม่มีสักบาท ยายก็ไม่ให้สักบาท จุ๊บบอกให้สู้ ลองไปคุยกับมหาลัยดูก่อน(จุ๊บเรียนที่ ม พายัพ และเพิ่งจบปีผมสอบเข้าได้ ) ผมไปเชียงใหม่ด้วยเงิน 300 บาทของตี้โดยที่ ไม่มีความหวังว่าจะได้เรียน เมื่อไปรายงานตัว ผมก็ไป แต่ว่าตอนจ่ายเงินผมไม่มีเงินเลย ทางเจ้าหน้าที่ฯก็บอกให้ไปคุยกับ อาจารย์ที่รับผิดชอบเรื่องทุน คือ ดร รักษ์ พรหมปาลิต ผมเข้าไปหา ดร โดยที่เล่าความจริงไปทุกอย่าง สุดท้าย ดร ควักเงินให้อีก 100 กว่าบาท บอกว่าคุณได้เป็นนักศึกษา แล้ว นิ ค่าทำบัตรนักศึกษา เงินที่เหลือเป็นค่ารถกลับบ้านนะ ผมก็ไปถ่ายบัตรนักศึกษา ด้วยความ งง และเมื่อกลับบ้านที่ลำปาง ผมก็ไปหาเพื่อน ตี้ ปรากฎว่าทุกคนนั่งลุ้น รอฟังข่าวกับผมอยู่ เมากำลังได้ที่ ผมก็เล่าความจริง ปรกกฎว่า ทุกคนดีใจที่ผมผ่านด่านนี้สำเร็จ เรือ่งกิน อยู่ ไม่มีปัญหา เพื่อนจัดการให้เสร็จสรรพ เพื่อน เอ๋ ดีใจมากบอกว่า อยากให้เพื่อนเรียนจบปริญญาตรีกันทุกคน คนเกือบสุดท้ายในก้วนก็ผมนิแหละ เพราะเพื่อนๆทุกคนก็ทะยอย เรียนจบกันหมดแล้ว ตอนนั้นผมอายูได้ 23 ปี