คำสั่งครั้งสุดท้าย ถึงลูกศิษย์ ในเรื่องของวัดพระธาตุหมื่นครื้น

August 25th, 2010

ลุงตุ๋ย น้องชายและลูกศิษย์ของอาจารย์สันทัด มูลเครือคำ (ผู้ฟื้่นฟู และผลัดดันสร้างวัดพระูธาตุหมื่นครื้นจากวัดร้างให้กลับมาเป็นวัด มีภิกษุจำพรรษา ตามเดิม ต่อจาก หมื่นครื้น ผู้สร้างวัดหมื่ีนครื้น (นำชื่อของท่านมาสร้างวัดเพื่อสรรเสริญและระลึกถึงคุณความดีที่ได้สืบสานพระศาสนา)

ได้กล่าวไว้ก่อนที่ลุงตุ๋ยจะลาออกจาก คณะกรรมการ ชุดเก่า สมัยที่อาจารย์ยังไม่เสียชีวิต โดยได้กล่าวไว้ว่า

ตุ๋ย อย่าเพิ่งลาออกเลย ให้ช่วยทางวัดซื้อที่ดินให้สำเร็จก่อน (แนวคิดซื้อที่ดินเพื่อขยายวัด มีมานานแล้ว ตั้งแต่อาจารย์ยังไม่เสียชีวิต แต่ติดขัดที่กำลังทรัพย์ของศรัทธา ชาวบ้าน ยังมีกำลังไม่มากนัก) ค่อยลาออก เพราะการสร้างวิหาร ศาลา นั้น ยังมีผุมีพัง แต่การซื้อที่ให้วัดนั้น ถ้าเราตายไป หากกลับมาเกิดอีกชาติ ก็ยังได้เห็นที่ดินผืนนี้อยู่ ยังเห็นรอยมือของเราที่ได้ค้ำชูพระศาสนาในอดีตอยู่ ถ้าลาออกตอนนี้ก็เข้าทางพวกที่ไม่ประสงค์ดีต่อวัด งานตรงนี้ก็จะล่าช้าไป

ดังนั้นลุงตุ๋ยจึงอยู่เป็นกรรมการ จนกระทั้ง งานบรรจุพระบรมสารีรีิิกธาตุแล้วเสร็จ ตอนต้นปี 2548 แล้วลาออกจากกรรมการเพื่อไปประกอบกิจการส่วนตัว (ปัจจุบันได้รับการแต่งตั้งโดยมีหนังสือจากทางวัดให้กลับเข้ามาเป็นกรรมการวัด อีกครั้ง) และเรื่องซื้อที่ดินนี้ถือเป็นคำสั่งก่อนจากไปของอาจารย์ ข้าพเจ้าในนามลูกศิษย์ของอาจารย์จึงขอทำหน้าที่ พุทธศาสนิกชน และพุทธทายาท ช่วยเหลือการในครั้งนี้ช่วยให้ คำสั่งอาจารย์ได้สำเร็จ สมดังปราถนาทุกประการ จากลูกศิษย์อาจารย์สันทัด มูลเครือคำ(ณ.ลำปาง) ผู้ฟื่นฟูวัดหมื่นครื้ัน ต่อจาก หมื่นครื้น (นายทหารเอกของเจ้าเมืองลำปางให้มาป้องกันเมืองลำปางจากการรุกรานของพม่า โดยประจำอยู่ทางประตูม้า ทิศเหนือของลำปาง(ปัจจุบันอยู่บริเวณสุสานไตรลักษณ์ หลวงพ่อเกษม เขมโก โดยมียศขณะนั้นคืนยส หมื่น ผู้สร้างวัด เมื่อประมาณ 600 กว่าปีก่อนของจังหวัดลำปาง

ขอเชิญร่วมทำบุญเพื่อค้ำจุนพระศาสนา

August 25th, 2010

ขอเชิญร่วมทำบุญซื้อที่ดินถวายวัดพระธาตุหมื่นครื้น ตำบลต้นธงชัย อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง ที่ดินผื่นที่จะซื้อมีเนื้อที่ทั้งหมด 2 ไร่ 3 งาน 60 ตารางวา ในราคาตารางวาละ 500 บาท หรือตามแต่ท่านจะมีจิตศรัทธา

ด้วยวัดพระธาตุหมื่นครื้นแห่งนี้ ปัจจุบันมีที่ดินทั้งหมดประมาณ 3 ไร่ และเป็นสถานที่โบราณสถานเสียครึ่งหนึ่ง จึงทำให้มีที่ดินมีเนื้อที่เพื่อการก่อสร้าง เสนาเสนาะ หรือพื้นที่พัฒนาด้านอื่นๆเพียง 1 ไร่กว่าเท่านั้น และคณะกรรมการวัดฯ ได้ตกลงจะซื้อที่ดินส่วนที่ติดกับวัดทางทิศเหนือ โดยได้วางเงินมัดจำกับทาง บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัดจำนวน 50,000 บาทโดยที่ดินผืนดังกล่าวมีราคา 500,000 บาทและได้มีการทำสัญญาฯ ในวันที่ 24 มิถุนายน 2553 ที่ผ่านมาโดยทางบริษัทฯ ได้มีกำหนดเวลาในการดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 120 วันนับจากวันทำสัญญา มิฉะนั้นจะยกเลิกสัญญาและไม่คืนเงินประกันฯ
ดังนั้น กรรมการวัดฯจึงกำหนดให้มีเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมทำบุญในครั้งนี้ แสดงเจตจำนงในการบริจาค ปัจจัยระดมทุน เพื่อซื้อที่ดินดังกล่าวตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป กำหนดรับบริจาคไม่เกินวันที่ 15 ตุลาคม 2553 เพื่อที่จะได้ทราบแน่ชัดว่า ศรัทธาวัดหมื่นครื้นจะสามารถดำเินินการระดมปัจจัย เพื่อซื้อที่ดินถวายวัดได้ก่อนวันครบกำหนดเวลาที่ทางเจ้าของที่ดินได้ให้เวลาไว้ไม่เกินวันที่ 24 ตุลาคม ศกนี้ หรือไม่

ดังนั้นทางคณะกรรมการฯจึงขอเรียนเชิญ ญาติโยมศรัทธาทั้งหลายร่วมอนุโมธนาบุญเพื่อเป็นเจ้าภาพและทำบุญสำหรับการซื้อที่ดินนี้ สามารถติดต่อที่เจ้าอาวาส พระอธิการอินคำ อินธังกุโร เบอร์โทรศัพท์ 089-9132894
หรือ นายจรัส มูลเครือคำ 089-9985823 ประธานคณะกรรมการดำเนินการซื้อที่ดินถวายวัดพระธาตุหมื่นครื้นลำปาง

หรือโอนเิงินเข้าบัญชี ธนาคาร เพื่อการเกษตรฯ (ธกส) สาขาลำปาง
ชื่อบัญชี มูลนิธิวัดพระธาตุหมื่นครื้น
บัญชีเลขที่ 029-2-90209-9

ดังนั้น จึงขอถือโอกาสนี้ ประชาสัมพันธ์ให้ทราบโดยทั่วกัน ถึงญาติโยมและศรัทธา จากที่ไกล้และที่ไกลทั้งศรัทธาใหม่และศรัทธาเก่า
ส่วนรายละเอียดอื่นๆเกี่ยวกับ รูปภาพวัด รูปพระูธาตุฯ ณ ปัจจุบันและความคืบหน้าอื่นๆจะแจ้งให้ทราบและ updateข้อมูลให้อีก ในวาระถัดไป

ประวัติความเป็นมาของวัดพระธาตุหมื่นครื้น ลำปาง

August 23rd, 2010


ภาพอาจารย์สันทัด มูลเครือคำ สมัยบวช จำพรรษา และสอนวิปัสสนากรรมฐาน อยู่ที่สำนักปฎบัติธรรมหมื่นครื้น(วัดหมื่นครื้นปัจจุบัีน)


ภาพจาก หนังสือสุทธิสำหรับพระภิกษุ ลายมือของอาจารย์สันทัด มูลเครือคำ (ถ่ายภาพโดยนายสุรเดช จอมโพธิ์ ประมาณปี พ.ศ. 2547 สมัยอาจารย์ยังมีชีวิต )

วัดพระธาตุหมื่นครื้นเป็นวัดที่ตกหล่นหายไปจากทะเบียนของกรรมการศาสนา จากการพิสูจน์ทางวัตถุของกรมศิลปากรทราบว่า มีการบูรณะหลังสุดผ่านมาประมาณ 600 ปีเศษ ได้ทำการก่อสร้างมาก่อนหน้านั้นอายุไม่ต่ำกว่า 1,000 ปีขึ้นไป พิสูจน์จากหลักฐานอิฐเก่าๆ

ก่อนหน้านี้สภาพของวัดพระธาตุหมื่นครื้นซึ่งมีเหลือเพียงพระูธาตุเก่าๆชำรุดทรุดโทรม เป็นป่าทึบรกชัฎ มีบุคคลเข้าไปจับจองถือครองเป็นกรรมสิทธิ์อยู่รอบๆฐานของพระธาตุออกไปทั้ง 4 ด้าน
ด้านทิศเหนือ เป็นของพ่อเฒ่าสุข แม่เฒ่าคำ ปิงกัณฑ์(ขณะนี้เสียชีวิตหมดแล้ว และไม่มีทายาท)
ด้านทิศใต้ เป็นของลุงศรีนุช มูลเครือคำ
ด้านทิศตะวันออก เป็นของลุงศรีนุช มูลเครือคำ
และด้านทิศตะวันตก เป็นของ นางคำเครือ ท้าวนามวงค์
เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2506 อาจารย์ส้ันทัด มูลเครือคำ (วิปัสสนาจารย์) ได้ขอซื้อที่ดินด้านทิศเหนือพระูธาตุฯจากพ่อเฒ่าสุข และแม่เฒ่าคำ ปิงกัณฑ์ เนื้อที่จำนวน 1 ไร่ 2 งาน 60 ตารางวา ในราคาสมัยนั้นเป็นเงิน 1,ooo บาท เพื่อมาใช้เป็นที่ทำไร่ทำสวน เป็นเวลานานถึง 20 ปี จนถึงปี พ.ศ. 2526 จึงมีลูกศิษย์มาขอฝึกวิปัสสนากรรมฐานเรื่อยมา จนถึงปัจจุบันได้มีผู้ได้ผ่านการฝึกจากวัดพระธาตุหมื่นครื้นนี้ไม่ต่ำกว่า 5,000 คนแล้ว

เนื่องจากพื้นที่คับแคบไม่สะดวกต่อการปฎิบัติธรรมวิปัสนากรรมฐาน อีกทั้งมีคนสนใจปฎิบัติเพิ่มขึ้น อาจารย์สันทัดจึงได้ขอซื้อที่ดินจากลุึงศรีนุช มูลเครือคำ เพื่อขยายพื้นที่รองรับผู้ปฎิบัติ ในปี พ.ศ. 2528 เป็นเงินอีก 16,000 บาท

ต่อมาในปี 2531 อาจารย์สันทัด มีดำริต้องการให้วัดพระุธาตุหมื่นครื้นมีฐานะกลับมาเป็นวัดได้สมบูรณ์ดังเดิม จึงไปขอแจ้งกับทางศึกษาธิการอำเภอเมืองจังหวัดลำปาง ขอจดทะเบียนวัดพระธาตุหมื่นครื้นขึ้นเป็นวัดร้างโดยทำนิติกรรมที่ดินของอาจารย์สันทัดเองให้เป็นโฉนด และยกให้เป็นสมบัติของวัดร้างพระูธาตุหมื่นครื้นด้วย ซึ่งหลักฐานปรากฎอยู่ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดลำปาง

ต่อมาในปี พ.ศ.2533 อาจารย์สันทัด มูลเครือคำ พร้อมด้วย พระภิกษุยรรยงศ์ สะท้านไตรภพ(พล.ต.ยรรยงศ์ สะท้านไตรภพ) พระวิชัย อภิฌาโต และพระวัชร วชิโร พร้อมคณะศรัทธา ได้นำเรื่องขึ้นกราบเรียนพระครูศิริเจติยาภิบาล เจ้าอาวาสวัดเจดีย์ซาว ตำแหน่ง เจ้าคณะตำบลในขณะนั้น พร้อมใจกันซื้อที่ดินจากลุงไป๋ ปันสารในราคา 145,000 บาท เพื่อขยายพื้นที่ของวัดให้พอเพียงพร้อมจะได้ยกฐานะให้เป็นวัดโดยสมบูรณ์ต่อไป และได้ทำการปลูกสร้างอาคารพร้อมเสนาสนะอื่นๆ มาตามลำดับ

ด้วยกุศลเจตนาในโอกาสที่วัดพระธาตุหมื่นครื้น ได้รับการรับรองจดทะเบียนยกฐานะเป็นวัดโดยสมบูรณ์เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2543 ซึ่งเป็นตามเจตนาเดิมที่อาจารย์สันทัด มูลเครือคำ เป็นผู้เริ่มดำริมาแต่ต้น พร้อมผู้มีจิตศรัทธา ได้ร่วมกันทำนุบำรุงมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันนี้

ขออำนาจแห่งบุญที่บริสุทธิ์ และบารมีแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ชี้ทางสายเอกให้แก่ชาวโลกขอให้ท่านจงเจริญด้วยศีล สมาธิ และปัญญาด้ัวยเทอญ

28 กุมภาพันธ์ 2544
(จากเอกสารประวัติวัดพระุธาตุหมื่นครื้น ลำปา่ง ที่แจกใน งานวันเฉลิมฉลองตราตั้งเป็นวัดพระูธาตุหมื่นครื้นที่สมบูรณ์ มีพระภิกษุจำพรรษา ถอดความจากคำพูดของ อาจารย์สันทัด มูลเครือคำ ผู้พิมพ์ นางอิ๊ด มูลเครือคำ หลานอาจารย์สันทัด มูลเครือคำ)

ที่มาคำแผ่เมตตา ของอาจารย์สันทัด มูลเครือคำ

August 22nd, 2010

ผมได้รับมาตอนประมาณปี 2546-2547 ตอนธุดงค์ ก็จำได้ว่า ใช้บทนี้ตลอดเวลานั่งกรรมฐานเสร็จ อาจารย์ได้มาจากการปฎิบัติ และสั่งให้ลูกศิษย์เรียบเรียง พิมพ์มา น่าจะเป็นลูกชายของป้าแสงจันทร์ ลูกศิษย์ที่หน้าหนองกระทิง จากนั้นอาจารย์ก็ให้ลูกศิษย์พิมพ์แจก และตอนที่ได้มีการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่วัดพระธาตุหมื่นครื้น ในคืนวันที่ 17 เดือนมีนาคม ปี 2548 (วันเวลาตามภาพถ่าย) ซึ่งเป็นวันบรรจุพระธาตุหมื่นครื้นหลังจากที่ยอดพระธาตุหักลงมา กลางปี 37 และค้นพบว่าส่วนยอดที่หักลงมานั้น บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ (เหตุการณ์จากนั้นไว้เล่าให้ฟังที่หลัง) ต่อมาก็ได้นำไปฝากไว้ที่วัดพระเจดีย์ซาว พระอารามหลวงเป็นเวลา 11 ปี รอให้กรมศิลปกรมาบุรณะพระธาตุจนเรียบร้อย และจดทะเบียนกลายมาเป็นวัดอีกครั้ง และได้ทำการบรรจุพระธาตุไว้ตามเดิม ณ วันที่ 17/3/48 ในคืนนั้น อาจารย์และลูกศิษย์ก็ได้มีการนั่งกรรมฐานและแผ่เมตตาด้วยบทแผ่เมตตาบทนี้ด้วย


ลูกชายของป้าแสงจันทร์ เป็นคนเขียนบทแผ่เมตตาออกมาเผยแพร่ตามคำบอกของอาจารย์ (ผู้หญิงกลางภาพ นั่งข้างซ้ายอาจารย์)

บทแผ่เมตตานี้ อาจารย์เล่าว่า ครบหมดเลย ไม่ต้องหาที่ใหนแล้ว เพราะได้กล่าวไว้ัครอบจักรวาล

ในส่วนแรกจะเป็นส่วนของการ แสดงเจตนาของผู้แ่ผ่มเมตตา ส่งสารไปยังผู้รับ เป็นทั้งการแนะนำ และการบอกกล่าวไปยังผู้รับ ให้ผู้รับเปิดรับคำแผ่เมตตา คล้ายกับการส่งสัญญาณไปยังเครื่องรับสารให้มีการเปิดรับ

ส่วนที่สอง จึงจะเป็นคำแผ่เมตตาจริงๆ

บทแผ่เมตตาอันนี้เป็นสิ่งที่ไม่ยาก หากทำทุกวัน สั้นกว่า บทสวดมนต์ยาวของ พระสงฆ์ มาก จึงนำมเผยแพร่ให้ทราบโดยทั่วกัน

คำแผ่เมตตา ของอาจารย์สันทัด มูลเครือคำ

August 15th, 2010

คำิอโหสิกรรม

กรรมใดๆที่ท่านทั้งหลายได้เคยล่วงเกินแก่ข้าพเจ้า ไ่ม่ว่าจะเป็นกรรมหนักหรือกรรมเบา ไม่ว่าจะเป็นกรรมเก่า หรือกรรมใหม่ ไม่ว่าท่านจะมีเจตนา หรือไม่มีเจตนา ข้าพเจ้าขอยกโทษ อโหสิกรรมให้แก่ท่านทั้งหลายจนหมดจนสิ้น กรรมใดๆที่ข้าพเจ้าได้เคยล่วงเกินแก่ท่านทั้งหลาย ก็ขอท่านทั้งหายได้โปรด อโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าด้วย

แผ่เมตตา

บุญใดกุศลใดที่ข้าพเจ้าได้สร้างได้กระทำมาแล้วตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบันนี้ เป็นต้นว่าการทำบุญให้ทาน การรักษาศีล การภาวนากรรมฐาน ถ้าหากเกิดกุศลผมบุญขึ้นแล้วจะมากน้อยเท่าไหร่ก็ตาม ข้าพเจ้าขออุทิศให้แก่ คนทุกๆคนและสัตว์สรรพสัตว์ ตั้งแต่สัตว์เล็กสัตว์น้อย สัตว์บกสัตว์น้ำ สัึตว์บินบนอากาศ สัตว์ที่มีปีก สัตว์ที่ไม่มีปีก สัตว์ที่มีขนสัตว์ที่ไม่มีขน สัตว์ที่มีขาสัตว์ที่ไม่มีขา สัตว์ที่มีขาน้อย สัตว์ที่มีขามาก ทั้งสัตว์เป็นและสัตว์ตาย รวมถึงคนทั้งหลายทั้งคนหญิงคนชาย คนน้อยคนใหญ่ คนหนุ่ม คนแก่ คนเป็นและคนตายรวมถึง เจ้ากรรมนายเวร ที่เป็นสัตว์ก็ดี ที่เป็นคนก็ดี ที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ดีที่ได้ตายไปแล้วก็ดี รวมถึงถึวเทวะบุตรเทวดา อินทร์ พรหม ยมราช ท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ และแม่นางธรณีขอให้ทั้งทั้งหลายที่ข้าพเจ้าเอยนามมานี้ทั้งหมด มารับเอากุศลผลบุญ ที่ข้าพเจ้าอุทิศให้นี้ให้ทั่วถึงกัน ทุกตัวทุกตน ทุกผู้ทุกคน ทุกรูปทุกนาม มาตรแม้ว่าท่านผู้ใดที่ยังตกระกำลำบากอยู่ก็ขอกุศลผลบุญอันนี้ ไปช่วยให้ท่านพ้นจากความระกำลำบาก หากแม้นว่าท่านผู้ใดยักตกทุกข์ได้ยากอยู่ ขอกุศลผลบุญไปช่วยเกื้อหนุนให้ท่านมีความสุขยิ่งๆขึ้นไป ข้าพเจ้าขออาราธนา อัญเชิญคุณพระศรีรัตนตรัย มีคุณของพระพุทธเจ้า คุณพระธรรมเ้จ้า คุณพระสงฆ์เจ้า ขอได้โปรดมาดลบันดาลให้คำอธิฐานของข้าพเจ้านี้งสำเร็จผล จงสำเร็จผล จนสำเร็จผล ด้วยเทอญฯ

ความคืบหน้า หลังประชุมสามัญฯ ของทางสำนักฯ จนถึงวันนี้

August 15th, 2010

วาระที่ 2 เงินดูแลแม่ปุ้ม

ทุกคน นำเงินไปให้แม่ปุ้มทุกเดือน (จากการสอบถามแม่ปุ้ม 17/8/53)

วาระที่ 4 เรื่องเว็บไซต์

1. ตอนนี้ติดเรื่อง เงินที่จะไปจ่ายค่า ตัวเปิดเสียงกับทาง wordpress ไม่มากแต่ถ้าจ่ายไปแล้วเว็บ

จะมีปุ่มที่กดฟังเสียงของอาจารย์ได้เลย ไม่ต้องหา ปุ่มใดๆมาใส่ เขามีให้เสร็จ

2. พื้่นที่เช่า ที่ฝากข้อมูลรูปไฟล์เสียงคำสอนอาจารย์ เพิ่มเงินอีก 300 บาท อัพเกรด พื้นที่เช่าเป็น 2G

จากเดิมที่ใช้ตอนนี้ 200 MB จะทำให้มีพื้นที่เก็บไฟล์เสียง ที่เดียวกับ เก็บเว็บไซต์

3. รอประสานไปยัง พระสมนึก (คุณสมนึก นาคปานเสือ) ตอนนี้บวช 1 พรรษา เรื่อง เทปต้นฉบับที่คุณ

สมนึกได้อัดเสียงสัมภาษณ์หัวข้อธรรมะของอาจารย์สมัยอาจารย์ยังมีชีวิตอยู่

4. หาซื้อ เทปคาสเซท แบบ เก่า เพราะข้อมูลเป็นข้อมูลในรูปคาสเซทเทป (ตัวที่มีอยู่ เสียงไม่ดีเพราะ

เป็นของจีนแดงคุณภาพต่ำ เสียงจะอู้อี้ตลอดเวลา) กำลังหาซื้ออยู่

5. จ่ายค่าเก็บพื้นที่รูปภาพ เพราะมีเยอะมาก แค่งานศพอาจารย์ 9 วัน  1 G จะย่อก็ไม่มีเวลาทำ

หากจะเสียเงินเก็บจะเก็บไว้ที่ Flickr กำลังสำรวจราคา  และที่เป็นแผ่นซีดีที่อาจาย์ไปสัมมนาที่

โรงพบาบาลเลิศสิน มีอยู่แล้วที่ชัยยะ ในรูป ซีดี รอโหลด ลง youtube คาดว่าจะฟรี

วาระที่ 6 เรื่องที่ดิน

ที่คุณสุเทพจะดำเนินการ หารูปแบบการจดทะเบียน ของสำนักฯนั้น ได้โทรศัพท์

ไปยังคุณสุเทพ แล้ว ทราบว่าคุณสุเทพรอประชุมวิสามัญ เพื่อแจ้งให้ทราบถึงความคืบหน้าสำหรับการ

จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เพื่อโอนที่ดินเป็นชื่อของ นิติบุคคล สำนักปฎิบัติธรรมหมื่นครื้น ลำปางนั้น

ว่าจะ ทำในรูปแบบใหนดี แต่โดยความเห็นส่วนตัวของคุณสุเทพ อยากให้เป็นแบบนี้ไปก่อน คือ

สำนักฯเป็นชื่อแม่ปุ้ม ไปเรื่อยๆ ถ้าจะโอนให้ เบิรด์ ก็ไม่เป็นไร เิบิร์ดมันคงไม่เปลี่ยนแปลงอะไร

เนื่องจากเป็นนักปฎิบัติตั้งแต่เด็ก อาจารย์ก็สอน และคลุกคลีกับลูกศิษย์มานานอีกอย่าง เพราะคุณ

สุเทพไม่สะดวก ในการเดินทางและกำลังรอเกษียณ อายุราชการ ประกอบกับต้องดูแลเคลียร์เรื่อง

ครอบครัวก่อน สาเหตุสำคัญ อยากจะลุ้นกรรมฐานของตัวเองมากๆ คาดว่าจะขอถอนตัวจากเรื่อง

ของทางสำนักฯ เพื่อไปเคลียร์เวลาของตัวเองให้เรียบร้อย อนาคตก็ค่อยว่ากันอีกทีต่อไป

คุณสุเทพ จะมีการพูดคุยให้ชัดเจนอีกครั้ง เมื่อประชุมวิสามัญครั้งที่ 1/53 ต่อไป

วาระที่ 7

ข่าวจาก สำนักหมื่นครื้นฯ ที่อุบลฯ ของอาจารย์ป๊อก ได้ข่าวจาก สกลว่า อาจารย์ป๊อกเร่งปฎิบัติธรรม

อย่างมาก เคร่งครัด และมีศรัทธาหลั่งไหลไปหาอาจารย์มากกว่าเดิม จากที่ไม่เกิดศรัทธา ก็เกิดศรัทธา และ

เป็นปัจจัยให้เพื่อนๆนักปฎิบัิติเอาเป็นเยี่ยงอย่าง ตัวอย่างที่ดี คือ เคร่งสัจจะมากขึ้น

วาระที่ 8

พระเณร เรื่องเงียบ ไม่เห็น คาดว่า เณรคงหายไปแล้ว ไม่ได้ข่าวเลย

วาระอื่นๆ

เรือ่งแยกหม้อไฟฟ้า จากบ้านลูกสาวอาจารย์ เพื่อทราบค่าไฟ ของสำนัก ตอนนี้ได้ทำเรื่องแยก

หม้อไฟ เรียบร้อยแล้ว สำนักมีหม้อไฟฟ้า เป็นของตัวเอง

ผมจะประกาศโปร วันหวยออกงวด 2/8/53 คือวันพรุ่งนี้ ถ้าผ่านโปร ชัยยะ กลับลำปางสิ้นเดือนนี้เพื่อเรียกประชุมวิสามัญครั้งที่1/53

เพื่อติดตามความคืบหน้า และรายงานผลการประชุม ถ้าไม่ผ่าน หางานให้ได้ก่อน แล้วค่ีอยไปลำปาง

บันทึกรายงานการประชุมสามัญประจำปีสำนักฯหมื่นครื้นลำปาง(1/53)

August 15th, 2010
บันทึกรายงานการประชุม สำนักปฎิบัติธรรมหมื่นครื้น ลำปาง ประจำปี 2553

 

วันประชุม 25  เมษายน  2553

เวลา 12.30 -15.30 น

สถานที่ สำนักปฎิบัิตธรรมหมื่นครื้น ลำปาง

ผู้เ้ข้าร่วมประชุมในครั้งนี้  (ถือเป็นกรรมการสำนักฯ ชุดแรก โดยปริยาย)  คุณสุรเดชเป็นผู้เสนอและไม่มีใคร

ในที่ประชุมคัดค้าน

1. คุณจรัล  มูลเครือคำ (น้องชายอาจารย์สันทัด   มูลเครือคำ และเป็นลูกศิษย์ฯอาจารย์ด้วย)

2. อาต๋อย   มูลเครือคำ (น้องชายอาจารย์สันทัด   มูลเครือคำ และเป็นลูกศิษย์อาจารย์ฯด้วย)

3. คุณสุเทพ   เดชชัยศรี

4. คุณประสิทธิ์   บุญเกิด

5. คุณสุรเดช   จอมโพธิ์

6. คุณสาทิต   สิทธิฤทธิ์

7. คุณชัยยะ   ชัยวิชญกุล

8. แม่ตุ่ม มูลเครือคำ (ภรรยาอาจารย์สันทัด มูลเครือคำ)

ประชุมสามัญประจำปี (ให้ถือเอาวันทำบุญให้อาจารย์ประจำปี อาทิตย์ที่ 4 ของเดือนเมษายนทุกปี เป็นวันประชุมฯ

และปีนี้ก็เป็นปีที่ 3 นับอาจารย์จากพวกลูกศิษย์ไปโดยเป็นการทำบุญครั้งที่ 2 และเป็นการประชุมสามัญประจำปี

ครั้งแรกได้มีการบันทึกผลการประชุมไว้ดังนี้

ครั้งที่ 1/2553 วันที่ 25/4/2553

วาระที่ 1 เรื่อง ชำระบัญชี มูลนิธิหมื่นครื้น ลำปาง หลังงานศพ อาจารย์ฯ

ที่มา ที่ไป และปัจจุบันนี้เป็นอย่างไรบ้าง

 

ท้าวความเดิม  ปี ใหม่ปี 2551 อาจารย์ได้เสียชีวิตเมื่อคืนวันที่ 1 มกราคม 2551 เวลา 23.01 นาที

(เวลาที่ ลูกสาวอาจารย์โทรศัพท์มาบอก ชัยยะ) และจากนั้นก็

มีการจัดพิธีกรรมทางศาสนาที่้บ้านอาจารย์ และเมื่องานศพอาจารย์เสร็จสิ้น แล้ว ลูกศิษย์ทุกคนก็ได้มา

รวมตัวกันที่สำนักฯ เพื่อ ตกลงกันว่า ต่อไปหมื่นครื้นจะเป็นอย่างไรต่อไป และในวันดังกล่าวทุกคนก็มีมติตรงกันว่า

ควรซื้อที่ดินตรงนี้เนื่องจากแม่ปุ้มต้องการขายในราคาถูกเอาไว้สานต่ออุดมการณ์ อาจารย์สันทัด มูลเครือคำ

ที่จะ ให้เป็นสำนักปฎิบัติธรรม มีการเรียนกรรมฐาน และ ลูกศิษย์จะได้มาทบทวนญาณ กันต่อไป ดังนั้นทุกคน

จึงร่วมมือกันบริจาคเงินได้จำนวนหนึ่ง โดยมีกรรมการมาดูแลเงินจำนวนนี้คือ นายช่างเผดิม ศิริรัตน์  พี่แดง

และครูประสิทธิ์ บุญเกิด โดยรายนามผู้ร่วมบริจาคประกอบด้วย ดังนี้

1 . นายสุเทพ   เดชชัยศรี  3,000 บาท

2 . นายช่างฉัตรชัย  นาคแก้ว ุ 600 บาท

3 . คุณแม่ประยงค์  สิทธุงาม 1,500 บาท (แม่อาจารย์ป๊อก)

4 . แม่มะลิ   รุ่งเรือง   500 บาท

5 . นายศักดิ์ดา   แสงสกุล   500 บาท

6 . นายสาทิต   สิทธิ์ฤทธิ์   300 บาท

7 . คุณยายศรีเมือง   ขัดนาค   200 บาท

8 . หนานวิชัย   แก้วกันทา   100 บาท

9 . นางภารดี   พรหมศรี   100 บาท

10 . แม่ไสวย   มูลสิน   1,000 บาท

11 . นางยิ้มยวน   ดาตาวงค์   300 บาท

12 . นายบรรจง   อุ่นผูก   200 บาท

13 . นายปรีชา   ใจเตกูล   100 บาท

14 . นางสุภาวดี   ศิริรัตน์   300 บาท

15 . นางวานิช   กฤษณะสาย   100 บาท

16 . นางสุดารัตน์   อินธิแสน   100 บาท

17. นายชัยยะ   ชัยวิชยกุล   100 บาท

18 . นางอัมพร   พิ่งทะเล   500 บาท  (คนนี้ ตอนลุงเผดิม ไปเปิดบัญชีธนาคาร ในเย็นวันนั้นบังเอิญไปเจอกันในธนาคารพอดี เพราะเป็นลูกศิษย์อาจารย์ เลยร่วมทำบุญ)

รวมทั้งสิ้น 18 คน  รวมเงินตั้งต้นเปิดบัญชี สำนักหมื่นครื้น  9,500 บาท  โดยไปเปิดวันที่ประชุมกันเลย (วันที่ศาปณกิจอาจารย์ที่ สุสานไตรลักษณื จังหวัดลำปาง)

คือวันที่ 13 มกราคม 2551  ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาย่อยบิ๊กซี ลำปาง  เลขที่บัญชี 880-207291-8  สรุป 18 คน เลขบัญชี ก็ลงท้าย 18 และหวย วันที่ 16/1/51

ก็บังเอิญออกเลข  81 อีก ซึ่งเรื่องนี้ก็ยังพูดถึงกันมากในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ก็ไม่มีใครเอ๊ะใจว่า ความบังเอิญอย่างผิดปรกติ ทำไมไม่ซื้อหวยซะเลย

(ข้อมุลทั้งหมดที่นำมาเขียนในเว็บนี้ ชัยยะ มีต้นฉบับหมด หากผู้ใดมีข้อโต้แย้งอันใด กรุณาติดต่อเพื่อทำความเข้าใจ และ จะได้ปรับเปลี่ยนแก้ไขให้ถูกต้องยิ่งขึ้น)

โดยในวันดังกล่าวก่อนจะสรุปเรื่องเงินกองทุนหมื่นครื้นนั้น ก็ได้มีการหยิบยกเรื่องที่ดินมาพูดคุยกันมีใจความดังนี้

ช่างสุเทพ บอกว่า ที่แรก กล่าวว่า จะหาเงินให้แม่ปุ้ม สัก 70,000 บาทเพราะแม่ปุ้มอยากขายเลี้ยงชีพ
และให้พื้นที่สำนักได้ต่อเนื่องกัน และลูกศิษย์ก็ได้ลงขัน ร่วม 30,000 บาท ทุนเบื้องต้นโดยการนำไปฝากไว้ก่อน
ส่วนที่เหลือช่างสุเทพจะออกเอง ครูประสิทธิ์ได้ให้ความเห็นว่าขอเวลาไว้ 2 เดือนเพื่อให้ลูกศิษย์คนอื่นได้ลงขันซื้อที่
ส่วนนั้นด้วย และเงินที่ได้ก้อนตั้งต้นซื้อที่ดิน ผื่นดังกล่ว
จากนั้น  ต่อมาปรากฎว่า เงินเข้ามาในบัญชี เพียง 2-3,000 บาท เลยจำเป็นให้ถอนเงินส่วนนี้มาให้แม่ปุ้ม
ปลายปี 52 กรรมการทั้งหมด ลุงเพดิม แดง สุดารัตน์ ประสิทธ์ ปิดบัญชี ได้ 35,000 กว่าบาท รายละเอียด
อยู่กับช่างสุเทพ เงินที่เหลือมอบให้แม่ปุ้มใช้ โดยผู้เป็นพยาน หลายคน รายละเอียดอยู่กับช่างสุเทพ
สรุป เงินซื้อที่ แนวคิดจะซื้อที่ต่อจากนี้ สองงานที่เหลือก็ยุติไปโดยอัตโนมัติ นับแต่นั้นมา
และเงินก้อนที่ลงทุนครั้งแรกทั้งหมดเลยยกให้แม่ปุ้มทั้งหมด
-มติ ที่ประชุมพิจารณามติ ที่ประชุมรับทราบโดยทั่วกัน  จบวาระที่ 1

 

วาระที่ 2 พิจารณาบัญชีดูแล แม่ปุ้ม มูลเครือคำ โดยโอนเงินเข้าบัญชี อาจารย์สันทัด มูลเครือคำ ให้แม่ปุ้มทุกเดือน
ชัยยะเสนอ ให้ มีเงินดูแลแม่ปุ้ม เหมือนตอนที่ อาจารย์ สันทัดยังอยู่
ผมเสนอและทั้งหมดมีความเห็นว่าควรเปิดบัญชีแม่ปุ้มเอง แต่ แม่ปุ้มมีบัญชีเดิมอยู่แล้ว
เป็นชื่อบัญชีของอาจารย์ ซึ่งแม่ปุ้ม สามารถเบิก ถอนได้เนื่องจาก เป็นบัญชีที่มี ผู้มีอำนาจเบิก
ถอนได้ สองคน
ธนาคารกรุงไทย  สาขาประตูชัย  536-1-84869-7
ชื่อบัญชี สันทัด   มูลเครือคำ
โดยให้แม่ปุ้มไปเปิด ATM และลูกศิษย์จะโอนเงินเข้าบัญชีทุกเดือน ประกอบด้วย
นายชัยยะ นายสาธิต นายสุเทพ คนละ 500 บาทต่อเดือน
และผมก็เสนอว่าควรมีค่าตอบแทน ผู้แทนอาจารย์สันทัด มูลเครือคำ ซึ่งก่อนหน้านี้
ผมได้คุยกับ ช่างสุเทพไว้แล้วว่าจะโอนเงินเข้าบัญชี ครูประสิทธิ สิ้นเดือน 3 แต่ผมก็ยังไม่
พร้อม แต่ช่างสุเทพ ก็ไม่สะดวก โอนเงินจำนวนดังกล่าวแต่ได้ให้ไว้กับตัวก่อนหน้า 500
บาท และในที่ประชุมก็ รับทราบ โดยผม กับ ช่างสุเทพ จะโอนเงินเข้าบัญชีครูประสิทธิ์
ที่บัญชี ธนาคารกรุงไทย  สาขาลำปาง   เลขที่   503-1-47476-9
ชื่อบัญชีนาย ประสิทธิ บุญเกิด
โดยตกลงเป็นค่าตอบแทน อาจารย์ (อาสา)
-มติ ที่ประชุมพิจารณา รับทราบ จบวาระที่ 2

 

วาระที่ 3 พิจารณาเรื่องรูปปั้นอาจารย์
เริ่มที่พี่สาธิต เคยไปกรุงเทพและไปเห็นเขาปั้นรูปหลวงพ่อโตแถว ท่าพระจันทร์ราคาเบื้องต้น
ประมาณ 4-5,000 บาท เป็นปูน เลยสนใจเลยนำเรื่องดังกล่าวมาคุยกับอาจารย์สันทัดที่ขณะนั้น
ยังมีชีวิตอยู่ และอาจารย์ บอกว่า ทำได้
ต่อมาเรื่องดังกล่าวคุณต่อ (นายวิเชียร  แก้ววิเชียร)ได้รับทราบ ก็เลยไปสอบถามอาจารย์ทราบว่า

 

ตัวอาจารย์สันทัดเอง อยากได้รุปปั้นที่เป็นโลหะทองแดง แต่คุณต่อไปสืบราคามาได้ ราคาประมาณ

แสนกว่าบาท และลูกศิษย์คนอื่นๆก็ เห็นด้วยแต่ก็ติดที่ปัจจัยร่วมสมทบทุนกับคุณต่อ
แทรก ความคืบหน้า ปีก่อน คุณต่อได้ติดต่อมาทางผมว่า อยากได้รูปภาพที่พี่สาธิตได้ถ่าย
อาจารย์ แต่อาจารย์บอกว่า ให้ไปเอากับพี่สาธิต และผมได้ดำเนินเรื่องโดยเอารุปดังกล่าวไปให้
คุณต่อแล้ว ต่อมาคุณต่อก็ป่วย เรื่องดังกล่าวก็ค้างอยู่กับคุณต่อจนถึงบัดนี้
ส่วนเรื่องขนาดยังไม่ได้คุยรายละเอียด
แต่สุรเดชเสนอว่า ค้างเรื่องไว้ก่อน เพราะปัจจัยเงินยังไม่พร้อม มีเรื่องสำคัญมากกว่า
- ที่ประชุมมีมติ ให้เก็บเรื่องไว้ก่อนรอประชุมครั้งต่อไป  จบวาระที่ 3
วาระที่ 4 พิจารณาเรื่อง เว็บไซต์ ของสำนักปฎิบัติธรรมหมื่นครื้น ลำปาง
ท้าวความเดิม เนื่องจาก นายชัยยะ นั้นอาจารย์สันทัด ได้บอกให้ทำเว็บไซต์ของหมื่นครื้น ตั้งแต่ตอนอาจารย์ยังมีชีวิตอยู่
เว็บของหมื่นครื้นจึงถือกำเนิดตั้งแต่ตอนที่อาจารย์ยังมีชีวิตโดยมีพระชัยยะ(ขณะนั้น)เป็นผู้ลงมือทำ ที่บ้านอาจารย์โดยมีอาจารย์
คอยดูแล ควบคุมเนื้อหา และให้คำปรึกษาตลอด ต่อมา พระชัยยะ ได้ลาสิขาไป และเมื่อประมาณต้นปี 2552 นายชัยยะได้ไปเยี่ยม
พี่สาธิต และพี่สุรเดช ที่บ้าน จึงได้มีการพูดคุยเรื่องนี้ขึ้น โดยพี่สาธิต กล่าวว่าอยากจะมีเว็บไซต์ เพื่อเก็บคำสอนของอาจารย์และ
เป็นแหล่งกระจายข่าวสารของ หมู่ลูกศิษย์หมื่นครื้น จากนั้น จึงได้เริ่มทำเว็บขึ้นมาโดยมีผู้ร่วมอนุโมธนาบริจาคเงินดังนี้
นางยิ้มยวน ดาตาวงค์ ร่วมกับนางวานิช  กฤษณะสาย          500  บาท
นายชัยยะ   ชัยวิชญกุล                                                            10  บาท
นายสาทิต    อิทธิฤทธ์                                                            500 บาท
นายวิเชียร   แก้ววิเชียร (ท่านต่อ)และภรรยา                          100 บาท
ช่างสุเทพ   เดชชัยศรี                                                            100  บาท
รวมทั้งสิ้น 1,210 บาท  เว็บจึงเกิดขึ้นกลางปี 2552 (ชัยยะกำลังว่างงานพอดี)
ชัยยะ เป็นคนทำ และในปีนั้น ก็ได้ไปหาคุณสมนึก เพื่อไปขอข้อมูล อาจารย์ เพื่อมาแปลงสัญญาณ เทปคลาสเซท มาเป็นไฟล์
MP-3 ราวกเดือน มิถุนายน 2552 เว็บหมื่นครื้นจึงได้ถือกำเนิดขึ้นอีกครั้ง โดยมีวัตถุประสงค์ดังกล่าวมา แต่ก็ ทำๆ หยุดๆ
จนเมื่อถึงวันประชุมประจำปี(ทำบุญอาจารย์) จึงได้หยิบประเด็นนี้มาแจ้งความคืบหน้าถึง ผมการทำเว็บไซต์เมื่อปีก่อนว่า
ปัจจุบันติดปัญหาใดบ้าง ซึ่งนายชัยยะ ก็ได้แจ้งปัญหาไปว่า  เป็นความบกพร่องของตัวเองที่ไม่สามารถทำให้เรียบร้อยดังรับปาก
เนื่องจาก มีเรื่องค่าใช้จ่าย เพราะ เป็นคนว่างงาน(ขณะนั้น) และติดต่อประสานงานอะไรก็ติดๆ ขัดๆ ทำให้เว็บยังไม่สามารถนำ
ไฟล์เสียงคำสอนอาจารย์มาลงได้ จึงมีการถามในที่ประชุมว่า ควรจะดำเนินการต่อหรือจะยุติดี  พี่สาธิต(คนเดิม) ได้กล่าวแย้งมาว่า
คำสอนอาจารย์นั้นหาฟังที่ใหนไม่ได้อีกแล้ว ควรมีการรวบรวมคำสอน เพื่อลูกศิษย์ปัจจุบันได้ระลึกถึงอาจารย์ และอีกประเด็นคือ
คำสอนอาจารย์ลึกซึ้ง มาก การฟังแต่ละครั้ง ขณะที่ภูมิธรรมของลูกศิษย์ก้าวหน้าไป จะไม่เหมือนเดิมเพราะในคำสอนอาจารย์นั้น
ยังมีนัยยะ และ ความละเอียด อยู่อีกมาก การฟังครั้งแรกอาจจะไม่เข้าใจ หรือไม่ซาบซึ้ง ถึงความลึกของคำสอนอาจารย์ได้ (ยังไม่
อาจเข้าถึงคำสอนอาจารย์ได้ในระยะเวลาอันสั้น) อีกประการสำหรับคนที่ไม่เคยฟัง ธรรมะของหมื่นครื้น ก็จะได้ฟังสิ่งที่ไม่เคย
ได้ยินมาก่อนนั้นเอง ตกลงมติในที่ประชุม มีมติให้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ ต่อไปให้สมดัง ความตั้งใจทั้งของลูกศิษย์และ เป็นไป
ตาม คำพูดของอาจารย์ที่ได้กล่าวไว้กับ ชัยยะว่า  อนาคตบ้านทุกบ้าน จะมี อินเตอร์เนต (อาจารย์พูดเหมือนตาเห็น)
และเนื่องจากลูกศิษย์ทั่วประเทศ ต้องการทราบข่าวให้เข้าไปดูที่   www.muenkruen.com
และการทำเว็บมีค่าใช้จ่าย ที่ประชุม ถามหาค่าใช้จ่าย จึงตกลงกันว่า จะมาเบิกที่ ประชุมทุกปี
โดยการประชุมครั้งแรกนี้ มีบริจาค 2 ท่านดังนี้
นายสาธิต  อิทธิฤทธิ์        500 บาท
นายสุรเดช   จอมโพธิ์    500  บาท
สำหรับค่า โดเมนเนม และค่าเช่าพื้นที่(Hosting) สำหรับเก็บข้อมูล รายปี
นอกจากนี้ชัยยะอาสาออกแทน (ถ้ายังไม่ตกงานก็พอจ่ายได้)
-มติ ที่ประชุมรับทราบ จบวาระที่ 4

วาระที่ 5 พิจารณาปีก่อน เรื่องผ้าป่า 3,000 กอง

โยงไปวาระที่ 1   และคุณสุรเดชเสนอว่าขอให้มีกำลังทรัพย์ กำลังคนมากกว่านี้ค่อยพิจารณากันต่อไป

 

-มติ ที่ประชุมมีมติ ยกเลิกโดยอัตโนมัติ เพราะ เงินจำนวนดังกล่าว โอนปิดบัญชีให้แม่ปุ้มทั้งหมดแล้ว จบวาระที่ 5

 

วาระที่ 6 พิจารณาเรื่องที่ดิน
พี่ตุ๋ย น้องชายอาจารย์ และลูกศิษย์อาจารย์ กล่าวนำว่า ที่ดินผืนนี้ เดิม อาจารย์ ได้ยกให้เป็น
ที่ปฎิบัติธรรม จำนวน 3 งานกว่า แต่ที่ดินผืนดังกล่าว เป็นชื่อแม่ปุ้มโดย กฎหมาย  แต่ในส่วนของ
เจตนาในการ สร้างสำนักปฎบัติธรรมยังคงอยู่ คือทำเป็นสำนักปฎิบัติธรรม หมื่นครื้นลำปาง
แม่ปุ้มก็ยินดีจะยกให้เป็นที่ของสำนัก ตามเจตนาของอาจารย์ สันทัด มูลเครือวคำ
และคุณสาธิต เสนอว่า ควรจะมีชื่อลูกศิษย์อยู่ใน เอกสารโฉนดที่ดินแห่งนี้ด้วย เพื่อจะได้สารต่อ
อุดมการณ์ เจตนารมณ์อาจารย์ ต่อไป
แต่ลุงตุ๋ยเสนอว่า ถ้าโอนเป็นชื่อ บุคคล 10 เป็นเจ้าของจะยุ่งยากในอนาคต  เพราะว่าผุ้
ที่มีชื่อย่อมมีสิทธิ์ในที่ดิน ถ้าตาย ลูกที่เกิดมาทีหลังจะตกเป็นมรดก และ ลูกหลานอาจจะไม่
ปฎิบัติตามเจรตนารมณ์นี้ก็ได้
ทุกคนลงความเห็นว่าอยากให้ที่ดินดังกล่าว ไม่เป็นชื่อ ของ บุคคล หรือ ชื่อสาธารณะ
เพราะ สาธารณะ อาจกลายเป็นของกลางที่ คนอื่น มีสิทธิเข้ามาดูแลได้
อาจารย์สุเทพรับเรื่องนี้ไปศึกษาว่า จะจดทะเบียนตั้งเป็นชมรม สมาคม หรือมูลนิธิ
เพื่อเปรียบเทียบว่า อย่างใหนจะเหมาะสมกับ สำนักปฎิบัติธรรมของลูกศิษย์ทุกคนดี
ต่อมา พี่สุรเดช เสนอว่า เรื่องไฟของสำนักฯ ควรแยกหม้อไฟมิเตอร์จากบ้านลูกสาวแม่ปุ้ม
ออกมาต่างหาก เนื่องจากว่า จะทำการจดทะเบียนสำนักในอนาคต เพื่อความเป็นเอกเทศ
ลุงตุ๋ยบอกว่าเรื่องนี้จะดำเนินการประสาน เรื่องผุ้ครอบครอง ชื่อ ของสำนักเรือ่ง การแยกหม้อไฟฟ้า
- มติ ที่ประชุมมีมติ ให้ช่างสุเทพไปดำเนินการ ศึกษาเรื่องของรูปแบบการจดทะเบียน สมาคม ชมรม หรือมูลนิธิ
ว่ารูปแบบใหนจะเหมาะสมกับสำนักฯในอนาคต

พี่สุรเดช รับเรื่องไปดำเนินการเรืองขอไฟฟ้า โดยก่อนหน้าก็ได้ดำเนินการไว้หลายอย่างแล้ว

พี่ตุ๋ย ก็รับเรือ่งไปประสานงานเรือ่งชื่อของ เจ้าของที่ดิน เพื่อการขอหม้อไฟ เป็นของสำนักฯ  จบวาระที่ 6

วาระที่ 7 พิจารณาข่าวเกี่ยวกับอาจารย์ป๊อก ที่อุบลฯ
เมื่อ เดือนธันวาปีก่อน ที่อาจารย์ป๊อกได้มาเยียมเยื่อนสำนัก และย้าย ธาตุอัทฐิอาจารย์ไปไว้
ยังกลางที่ดินแปลงที่ 2 ทางทิศตะวันออก ตรงวัดหมื่นครื้น และได้เทศ เรื่องความรักสามัคคี
โดยการมาครั้งนี้ได้นำปัจจัยมามอบใหแม่ปุ้มมาให้เลี้ยงชีพประมาณ 20,000 บาทและได้
กล่าวกับแม่ปุ้มว่า เงินจำนวนนี้ ให้แม่ปุ้มมากินมาใช้ ไม่ต้องก่อสร้างอะไรแล้ว เรื่องดังกล่าว
ลูกศิษย์จะดำเนินการต่อไปเอง เนื่องจาก อาจารย์ได้มาเข้านิมิต ว่าให้ไปช่วยที่ลำปางด้วย
อาจารย์ป๊อกก็ทำหน้าที่ให้แล้ว และอาจารย์ป๊อกได้เสนอให้มีการแบ่งหน้าที่กัน ให้เกาะกลุ่มกัน
พี่สาธิตเสนอว่า ให้นักปฎิบัติมาสำนักแล้วควรมีหน้าที่ในสำนักเป็นของตัวเอง ไม่ใช่มา
ดูๆ ก็กลับ
ครูประสิทธิ์เสริมว่าอยากให้ทุกคนมาทวนญาณกันว่า ควรมากับบ้างจะได้เสริมบารมีและ
คนอื่นจะได้มาด้วย
ลุงตุ๋ยก็ได้ถามขึ้นว่า เหมือนที่ได้เกรินมาก่อนการประชุมว่า ที่สำนักควรสานต่อกิจกรรม
กันหรือไม่ หรือแค่ 1 ปี มาประชุมกัน 1 ครั้ง และที่ประชุม เห็นว่า ควรสานต่อ
-มติ ที่ประชุมมีมติ รับทราบ จบ วาระที่ 7

 

วาระที่ 8 พิจารณาเรื่อง พระ เณร
สุรเดชกล่าวว่า เรื่อง เณรนั้น ควรเอาอย่างไรดี เพราะ เณรนั้น ไป มาไม่บอกกล่าวกันว่าจะไปใหน จะมาเมื่อไหร่
ข้อเท็จจริงคือ ตอนนี้เณรหายไปจากสำนักแล้ว 2 อาทิตย์ โดยไม่รู้ไปใหน เพราะเณรนั้น ที่มา
เป็นหลานอาจารย์สันทัด (คุณต่าย เป็นหลานอาจารย์ แม่อุปถากเณรบอกว่าไว้เช่นนั้น)
แต่จากการสอบถามในที่ประชุม  ลุงต๋อยพี่น้องอาจารย์ และเป็นลูกศิษย์ปี 35  บอกว่า เณร
เป็นใครมาจากใหน ทราบว่า เป็นหลานสามีคุณต่าย (คุณต่ายเป็นญาติอาจารย์ และเป็นโยมแม่ของเณร
ลุงตุ๋ยกล่าวว่า เรื่องเคยมีมาแล้วสมัย อาจารย์สันทัด สอนกรรมฐานที่สำนักเก่า(วัดหมื่นครื้นในปัจจุบัน)
ว่าพระ เณร ควรอยู่วัด ไม่ควรอยู่ที่ ฆารวาส เพราะว่า หากพระไม่เคารพครู หากครูตำหนิ ชาวบ้านก็จะหาว่าตำหนิพระ
แต่สาเหตุที่แม่ปุ้ม หาพระมาที่สำนัก เพราะว่า กลัวสำนักร้าง จึงไปเชิญหลวงพ่อแก่รูป
หนึ่ง(หลวงพ่อณรงค์ ซึ่งเป็นพระอาพาต) มาอยู่วัด เพื่อไม่ให้สำนักร้าง ทางเจ้าคณะจังหวัด(ผู้ดูแลสำนักฝ่ายสงฆ์) ก็เห็นว่าควรมี
พระอยู่ ป้องกันสำนักร้าง
แต่ว่า ทางเณรนั้น จากการสอบถามในที่ประชุม มาเอง โดยอ้างเป็นญาติอาจารย์
หากไม่กล่าวว่า ก็ถือตัว กล่าวไป ก็หาว่า ตำหนิเณร
ต่อมาตอนตั้งสำนัก ห้ามพระอยู่ตามประสงค์
พระเณรปัญหามีมาก จะไม่รับพระเณรอีก ให้นิมนต์ไปอยู่ที่อื่น
สรุป ย้อนไปมติแรก ตั้งมูลนิธิ เพื่อจะได้มีกฎเกณฑ์ ของสำนัก มีกรรมการ จะว่ากล่าว
อะไรก็มีน้ำหนัก ป้องกันครหา
มองไปข้างหน้ามีแต่อุปสรรค เราอยู่เบื้องต้นเห็นว่าไม่ดีแน่
เอาพระเณรเข้ามาก็ย้อนกลับไปเหมือนวัดหมื่นครื้นอีก พระเคยสอนอาจารย์ว่า อาจารย์
มานั้นหลับตาจะเลี้ยงตัวได้อย่างไรกัน ควรมีกิจกรรมทางศาสนาหาศรัทธาบ้าง แต่ตัว
อาจารย์ก็ทำให้ดูว่า สอนกรรมฐาน ก็เลี้ยงครอบครัวได้
ด่าพระ ชาวบ้านไม่ดี ทั้งที่พระไม่ดี
สอนพระอวดรู้ ด่าก็บาป ชาวบ้านว่า
ตัดต้นลมไม่ต้องเกี่ยวพัน ศาสนาเดียวกัน ควรมีหลายบทบาท เช่นเชิญพระมาทำพิธี
ควรนิมนต์เณรออกเพื่อความสะดวก ในการปฎิบัติ
ข้อเท็จจริง นักปฎิบัติไม่สะดวก เณรมาเอาห้องกรรมฐาน ล๊อคกุญแจส่วนตัว เวลาจะใช้
ห้อง ว่าง ก็มีห้อง เพราะห้องแยกหญิงชายแล้ว มิใช่ไปนั่งในศาลา
- มติ ที่ประชุมมีมติ เชิญเณรมาให้นิมนต์ไปอยู่ที่อื่นหรือ ที่วัดหมื่นครื้นซึ่งกุฎิก็ว่าง ถามทางพระสงฆ์ ก็ให้ไปอยู่วัดหมื่นครื้น  จบวาระที่ 8

วาระที่ 9 พิจารณา เรื่องวันประชุม ปีหน้า

ตกลงวันประชุมสามัญปครั้งต่อไป คือ วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน 2554 นัดทำบุญหาอาจารย์ ประจำปีครั้งที่ 3 และประุชุมสามัญประจำปีครั้งที่ 2 /2554

- มติ ที่ประชุมรับทราบ จบวาระที่ 9

วาระอื่นๆ

สุรเดชเสนอเรื่อง รั้ว ควรทำรั้ว เวลานักปฎิบัติมา ผู้หญิงจะห่วงสวัสดิภาพ กลัวคนไม่ประสงค์ดี มาทำให้การปฎิบัติ ติดกังวลได้
แม่ปุ้มเสนอ ทำที่ล้อมรั้วแบบ ท่าแสง และ สุรเดชก็ร่วมเงินสมทบทำรั้วก่อน
1,000 บาท ต่อมาช่างสุเทพ ช่วย 300 บาท พี่ตุ๋ย 300 บาท พี่สาธิต 300 บาท ครูประสิทธิ 100 บาท และพี่สมบุรณ์ 100 บาท
รวม เงินทำรั้วทิศเหนือ 2,100 บาท จากนั้นลุงตุ๋ยก็พาเดินไปดูแนวรั้ว ที่จะทำ และได้มอบ
เงินให้แม่ปุ้มไปดำเนินการ ถือเป็นงานด่วน
พอเห็นมีการรวบรวมเงินกัน ผมก็ถือโอกาสนำเงิน เหลือสุทธิจาก ผ้าป่าวันนี้ จำนวน  3,223.00 บาท
ให้แม่ปุ้ม ไปแต่ก็ติดว่า เงินก้อนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร และที่ประชุมก็มีมติว่า ให้เป็นเงิน
กองกลางสำหรับ ดูแล รักษา ซ่อมแซมสำนัก เช่น ค่าน้ำ ไฟ ค่าตัดหญ้าเป็นต้น
และพี่สาธิต เสนอว่า ให้ทุกคนมาปฎิบัติธรรมร่วมกันทุกวันพระ ได้หรือไม่ โดยเรียนเชิญ
ลุงตุ๋ย ลุงตุ๋ยตอบว่า ไม่อาจรับปากได้เนื่องจาก ร่างกายไม่พร้อม และ หากรับปากก็ถึงเวลาติด
ธุระอาจไม่มาได้ ทำให้เสียคำพูดไป  ส่วนคนอื่นๆ ก็ รับทราบ โดยทั่วกัน
ส่วนการประชุม วิสามัญครั้งต่อไป ควรจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ทุกคนมีมติว่า ให้เรื่องจดทะเบียนนิติบุคคล
ซึ่งช่างสุเทพได้ไปหารือกับทาง ราชการ เสร็จเรียบร้อยก่อน ประมาณ 1 เดือนข้างหน้าจะแจ้ง
ข่าวให้ทราบ โดยทั่วกัน (โทรศัพท์บอก) และจะมีการร่วมประชุมหารือ ถึงขั้นตอนต่อไปของการดำเนินการตาม
วาระที่ 6 เรื่องรูปแบบจะทะเบียน จัดตั้งรูปแบบ มูลนิธิ ต่อไป

- มติ ที่ประุชุมรับทราบ เลิกประชุมเวลาประมาณ  15.30 น

15/8/2553 Update Web

August 15th, 2010

กำลังจะ อัพเดท ข้อมูลใหม่ๆ ช่วงเย็นนะครับ ตอนนี้ขอนั่งกรรมฐานก่อนครับ

ถึงพี่เดช (สุรเดช จอมโพธ์)

November 14th, 2009

รบกวนช่วยไรท์แแผ่น cd ที่ พี่สาธิต ถ่ายรูปอาจารย์เก็บไว้เพื่อทำรูปหล่อ แล้วส่งไปยัง ท่านต่อ เนื่องจากท่านต่อ จะเอาไปให้ช่างประเมินราคา เพื่อจะจัดทำรูปหล่อให้สำเร็จ ตามที่ได้รับปากไว้กับอาจารย์ตอนที่ท่านยังอยู่ และหากท่านใด จะร่วมอนุโมทนาบุญร่วมกัน สามารถ ประสานมายังผมได้ครับ (ชัยยะ 089-2660229)

ที่อยู่ท่านต่อ

นายวิเชียร   แก้ววิเชียร

71  หมู่ 12

ตำบล คูบัว

อำเภอเมือง

จังหวัด ราชบุรี

รหัสไปรษณีย์ 70000

เก็บตก จากคำพูดของอาจารย์ (คืนวันพระ 10/11/2552)

November 11th, 2009

สมัยผมเป็นพระ ได้จดคำพูดอาจารย์ไว้เป็นบันทึกส่วนตัว และ อัดเทป บ้าง แต่ไม่มาก บันทึกอาจารย์นั้น มีค่ามากเพราะอาจารย์ได้จากไปเสียแล้ว ตอนนั้นอาจารย์บอกว่า อาจารย์เหมือนกับ นาฬิกาที่เดินไป ห้าโมงเย็นกว่าแล้ว ผมก็หนาเกินที่จะเข้าใจว่าอาจารย์นั้นบอกใบ้นิดๆว่า ไม่นานนะ แต่ผมก็ไม่คิดอะไรจนอาจารย์ไป  จากบันทึกที่สนทนา และใช้ชีวิตร่วมกับอาจารย์มีบางส่วนคัดลอกมาด้งนี้

เครื่องพิสูจน์ปัญญาจะบังไว้เป็นที่ๆ คนใดพลิกแก้ได้ก็เกิดปัญญา ไม่มีปัญญาเปิดไม่ได้ เหมือนหงายของที่คว่ำ เหมือนจุดประทีปในที่มีด เหมือนบอกทางแก่คนหลงทาง ความรู้สึกเป็นเช่นนั้น รู้แจ้งในเชิงอรรถได้(เชิงปราชญ์) ถ้าเรามีปัญญามันจะขัดเกันเช่น เกิน 7 ก้าว ทำไมมาเสี่ยงทายถาดลอยน้ำ เป็นต้น

วิชาใดคนธรรมดาทำไม่ได้ พระไม่สอนชาวโลก เพราะเสียเวลา นักปฎิบัติ หรือเราห้ามอ้างบารมี

การดูถูกเหยียดหยามในใจคือ ไม่รับฟัง ห้ามไม่เชื่อ และแสดงความคิดที่ไม่ถูกต้อง แสดงออกมาเป็นความประพฤติให้ดู (เราสังเกตุได้)

เตือนสติ ตนเอง  ทำงานทั้งวันได้1,500 เดินไปเดินมาได้ 5,000 ทหารเลวบ่นให้คนเงินเดือนมาก  ความรอบคอบ ความละเอี่ยด ทำมากได้น้อย ทำน้อยได้มาก เตือนให้รู้ว่าเราควรพอใจในความสามารถเรา เขาต้องมีดีกว่าเราจึงสูงกว่าเรา

คนส่วนมากคิดไม่รอบคอบ คิดด้านเดียว มองด้านเดียว รุ้ไม่จริง ขาดความรอบรู้ คนรู้ด้านเดียวเต็มโลก เหมือนเอาของมาเทียบ คนตาเนื้อทางโลกจะตอบเฉพาะ้ด้านที่เห็น แต่พอได้ดวงตาฯจะรู้ถึงด้านในได้หมด คนธรรมดาตารู้เฉพาะภายนอก ในไม่รู้

นอกแข็งในอ่อน นอกอ่อนในแข็ง

นอกขาวในดำ นอกดำในขาว เช่นละมุด จะมีเม็ดในดำกว่าด้านนอก

คนที่ทะเลาะชกต่อยกัน สุดท้ายจะกลับมาดีกัน

คนที่คดในข้อ งอในกระดูกจะมามาดนิ่มๆ

คนเรามักหลงมายาของคน อยู่ด้วยโลกมายา หลง คำหวาน ระวังจะตกเป็นเหยื่อเครื่องมือคนชั่ว ที่คอยเก็บคนชั่วน้อยกว่า

ตากระทบ ระบบประสาทเพราะแรงดึงดูด แล้วแสดงออกมาทาง วาจา ใจ แต่มีสติปัญญายับยั้ง เราต้องออกจากทุกข์ ถ้าหนี้จะทุกข์เพราะการหนี ถ้าแสวงหาจะทุกข์เพราะการแสวงหา

เป็นมโนภาพที่แตกฉานในวันแรกๆ ที่อาจารย์ได้ดวงตาฯ เหมือนปลาในน้ำร้อน ต่างคนต่างกระเสือกกระสนตามความเชื่อ ความเห็น ความเข้าใจ ตามการบอกเล่า ว่ายไปตรงใหนก็ร้อนเหมือนกัน เหนื่อยเพราะแรงดิ้น ว่าทางนั้นจะเย็นกว่า เลยพาไป ตายเร็วกว่าเดิม ความร้อนของไฟ ถ้าหนักแน่น อดทน จะยืนยาว แต่ตายเหมือนกัน

อันโลกคือตัวเรา ถ่านไม่เอาออก ไม่ดับไฟ คืออันนี้ไม่มีเอามาใส่ ไม่หยิบออกเลยหนักเอง พระพุทธองค์มีแค่ผ้ากับบาตร คนทั้งหลายหาบบนบ่าสุดท้ายหนัก ทางธรรมสอนให้เอาออก

สิ่งมีชีวิตในสากลโลกมี 7 องค์ประกอบ ไม่มีชีวิตมี 5 องค์ประกอบดังนี้

เกิด

รู้สึก

ตาย

เคลื่อนใหว

กิน

หายใจ

สืบพันธ์

ถ้าไม่มีชีวิตจะรู้สึกและสืบพันธ์ไม่ได้ เช่นรถยนต์เป็นต้น

หลับให้มีสติ ตื่นให้มีสติ คือความหมายของธรรม รู้สึกมาต้องรู้ว่าหลับตอน พอง หรือตอนยุบ (หนังหน้าท้อง) ความรู้สึกว่าหมดความรู้สึกไปตอนยุบ แสดงว่าสติดี รู้ตัวว่านั่งอยู่แสดงว่ามีสติ

(ติดตามต่อไปครับ)